ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง-วิกฤติ"ดูไบ"ความล้มเหลวซ้ำซากของระบบทุนนิยมเก่า

เรือนชานบ้านเมือง-วิกฤติ"ดูไบ"ความล้มเหลวซ้ำซากของระบบทุนนิยมเก่า

11 ธ.ค. 2552

หลากหลายอารมณ์ครับ ทั้งความ “เฟื่องฟู” และ “ฟองสบู่" ที่แตกของ “ดูไบ” ดูเหมือนว่าความ “รุ่งเรือง” และ “ร่วงโรย" จะฉุดรั้งยั้งกันไม่อยู่จริงๆ ครับ รัฐเล็กๆ กลางผืนทะเลทรายอันร้อนระอุแห่งนี้ ได้อวดความหรูหราอลังการ

ตั้งแต่การเนรมิตมหานครที่น่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้า ห้างสรรพสินค้าชั้นแนวหน้าของโลก, โรงแรมหรูระดับ 6-8 ดาว, เนรมิตเนินหิมะขาวสำหรับการเล่นสกีในร่มกลางทะเลทราย นี่ยังไม่นับการสร้าง “ปาล์มรีสอร์ท” สุดหรู ซึ่งเป็นหมู่เกาะเทียมที่เกิดจากการถมทะเล และอีกหลากหลายความฝันที่ไปไกลเกินกว่าจินตนาการของคนปกติจะเอื้อมถึง 

 แท้จริงแล้ว “ดูไบ" ไม่ได้มีสถานภาพเป็นประเทศ แต่เป็นเพียงรัฐ 1 ใน 7 รัฐ ของสหพันธรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี มีประธานาธิบดีดูแลกำกับอยู่ที่รัฐ “อาบูดาบี” ส่วนรองประธานาธิบดี คือ ชีคโมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัลมักทูม อยู่ที่รัฐ “ดูไบ" ที่กำลังมีชื่อเสียก้องโลก ด้วยแนวคิด “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" ลอกเลียนแบบเศรษฐีชาวไทยเคยทำกันมา เป็นที่ทราบกันดีครับว่า “ดูไบ" เป็นรัฐที่ไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวยด้วยทรัพยากรน้ำมัน

 ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สัดส่วนกว่า 95% ของจีดีพี ในปี 2008 ของ “ดูไบ” จึงเป็นบรรดาอภิมหาโปรเจกท์ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นไปอย่างร้อนแรงและเต็มไปด้วยจินตนาการที่สร้างสรรค์แบบสุดๆ หากพิจารณากันลึกๆ แล้วจะเห็นได้ว่า “ดูไบ” เป็นรัฐที่ใช้แนวคิดของการพัฒนาเชิงรุกในลักษณะ “ครีเอทีฟ อิโคโนมี” อย่างแท้จริง พอคิดไปแล้วก็รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ มีอาการเหมือนจะเป็นไข้ขึ้นมาโดยพลัน เพราะประเทศไทยเราก็กำลังเร่งสนับสนุนส่งเสริมแนวคิดในลักษณะแนวทางนี้กันอยู่ครับ

 แต่เมื่อเวลาชำระหนี้มาถึง ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินก็ได้สะท้อนความจริง ให้เห็นเบื้องหลังของความหรูหราฟู่ฟ่าที่ฉาบฉวยของสิ่งที่สร้างขึ้นด้วยเงินที่หยิบยืมมาล่วงหน้า ภาระหนี้โดยรวมที่มีอย่างน้อย 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำให้เห็นถึงความอ่อนแอของสถานภาพทางการเงินของ “ดูไบ” นอกจากนั้น ข่าวคราวเกี่ยวกับวิกฤติในครั้งนี้ก็เป็นเหมือนสัญญาณเตือนหรือเป็นการปลุกให้นักลงทุนหันมามองความจริงที่เครือข่ายของทุนนิยมโลกแบบเดิมๆ กำลังเผชิญอยู่

 สำหรับผมแล้ว ปัญหาในปัจจุบันของ “ดูไบ” เป็นผลพวงที่สืบเนื่องยาวนานจาก “ฟองสบู่” ของอสังหาริมทรัพย์แตก ตั้งแต่วิกฤติ “ซับไพรม์” ซึ่งเป็นโรคร้ายเรื้อรังที่ยากจะเยียวยาในโครงสร้างของระบบทุนนิยมแบบเก่าๆ มากกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการเงินครั้งใหม่ นอกจากนั้น วิกฤติการณ์ทางการเงินในครั้งนี้ ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน 

 จะว่าไปแล้ววิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นที่ “ดูไบ” สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวที่ซ้ำซากอีกครั้งของระบบทุนนิยมแบบเก่า และเป็นบทสรุปที่ไม่ต้อง ซ.ต.พ. ที่ตอกย้ำให้เห็นทางเลือกอันเป็นทางรอดของ “เศรษฐกิจพอเพียง” (Self - Sufficiency of Economy) ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนให้รู้จักประเมินตัวเองแบบเดินสายกลาง ซึ่งประกอบไปด้วยหลักสำคัญ 3 ประการ  คือ มีความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง รู้ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร นอกจากนั้นยังต้องดำเนินชีวิตภายใต้เงื่อนไขของคุณธรรมและการแสวงหาความรู้ เพื่อให้รู้เท่าทันกับกระแสที่เชี่ยวกรากของโลกทุนนิยมที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร้ทิศทางได้ตลอดเวลา

 ในปัจจุบันแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” นี้ ได้กลายเป็นกระแสหลักของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ที่ได้เผื่อแผ่ไม่ใช่เฉพาะผืนดินสุวรรณภูมิ แต่กำลังจะเผื่อแผ่ไปทั่วโลก และจะทำให้โลกสีน้ำเงินเล็กๆ ใบนี้อยู่กันอย่าง มีความสมดุลของประโยชน์และความสุขมากยิ่งขึ้น ซึ่งแนวคิดในลักษณะนี้ โจเซฟ สติกลิตส์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ก็เพิ่งออกมาประกาศว่าจะเป็นทางรอดของทุนนิยม แต่พระองค์ท่านได้ทรงชี้ช่องทางเลือกอันเป็นทางรอดนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงเป็นผู้นำ ทั้งในด้านความคิด และในการปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่างอีกด้วย

 ขอพระผู้เป็น “มิ่งขวัญ" ของคนไทย และเป็น “หลักชัย" ของคนทั่วโลก ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน เทอญ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์