
ชี้ไม่คุ้มขุดทองขายค่าภาคหลวงตอบแทนรัฐน้อย
ติงไม่คุ้มขุดทองขาย ชี้ค่าภาคหลวงตอบแทนรัฐน้อยมาก แนะทบทวนใหม่ หวั่นผลกระทบสิ่งแวดล้อมและพื้นที่เกษตรเสียหาย ส่วน กรมธรณี เตรียมออกมาตรการคุมเข้มประกอบการขอสัมปทานเหมืองทองคำ
นายอดิศักดิ์ ทองไข่มุกต์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม กรณีกรมทรัพยากรธรณีเตรียมจัดทำแผนพัฒนาเหมืองแร่ทองคำ เพื่อส่งต่อให้กับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ภายหลังเผยผลสำรวจพบแหล่งทองคำในประเทศกว่า 76 แห่ง ใน 31 จังหวัด ประเมินมูลค่าราว 700 ตันว่า ขณะนี้ได้รับมอบนโยบายจากนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดทส.ในการวางแผน การปฏิบัติการเรื่องแร่ทุกชนิดอย่างเป็นระบบไม่เฉพาะทองคำเท่านั้น โดยจะต้องดูให้รอบด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมไปด้วยกันได้ รวมทั้งให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการขุดแร่ทองคำของไทยขึ้นมาใช้มากแล้ว แต่ก็ยังพบว่ามีกระจายอยู่ตามชั้นดิน ชั้นหินต่างๆ อีกจำนวนมากแต่ต้องดูว่าคุ้มทุนหรือไม่ถ้าเทียบกับพื้นที่ที่ใช้ในการทำการเกษตร เพราะเคยมีตัวอย่างมาแล้ว เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ จ.พิจิตร ที่ทางบริษัทที่รับสัมปทานต้องการจะได้พื้นที่เพิ่ม แต่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงยังคงต้องใช้พื้นที่ในการทำเกษตรกรรมทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องศึกษาผลกระทบทั้งหมดเพื่อรวบรวมไว้ในแผนด้วย
“ขณะนี้บริษัทที่เข้ามารับสัมปทานทำเหมืองทองทั้งหมด เป็นบริษัทต่างชาติที่มีคนไทยร่วมทุนอยู่ด้วย เนื่องจาก ไทยยังไม่มีเทคโนโลยีชั้นสูงที่เหมาะสมสำหรับการทำเหมืองทอง จึงจำเป็นที่จะต้องให้ต่างชาติเข้ามารับสัมปทาน โดยต่อไปจะต้องมีการบริหารจัดการที่เหมาะสมที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสังคม ทั้งนี้หากแผนการจัดการแร่ที่จะทำขึ้นมานี้เสร็จสิ้น จะเป็นมาตรฐานสำคัญในการดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากเปิดประเด็นขุมทองไปแล้ว ยังไม่เอกชนรายใดติดต่อขอข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประกอบพิจารณาการขอสัมปทานเพิ่มเติม 2 เหมืองทองคำที่ยังดำเนินการอยู่ในตอนนี้ ” นายอดิศักดิ์กล่าว
ด้านนายพิทักษ์ รัตนาจารุรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า การค้นพบแหล่งแร่ทองคำทั้งหมดในไทยกว่า 700 ตันหากเทียบกับประเทศที่มีแหล่งแร่ทองคำในตลาดโลก เช่น แอฟ ริกาใต้ ออสเรเลีย และรัสเซียแล้ว ถือว่ามีน้อยอยู่มากไม่ถึง 1 % แต่การที่ไทยมีแหล่งแร่ทองคำเหล่านี้ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี หากจะมีการให้สัมปทานกับภาครัฐ หรือเอกชน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่จะเป็นผู้ดูแล โดยทุกอย่างจะต้องดำเนินการไปตามแผนการจัดการที่ทาง ทส.ดำเนินการด้วย
“การสำรวจพบแนวของการสะสมของแร่ทองคำ ตั้งแต่ที่ราบสูงโคราช ไปจนถึงบางส่วนของกัมพูชา และต่อยาวไปจนถึงประเทศลาว ที่มีมากที่สุดแต่ยังไม่มีการขุดแร่ทองคำขึ้นมาใช้มากนัก เพราะลาวมุ่งที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าขาย ทำให้มีการสร้างเขื่อนมาก แหล่งแร่ทองคำที่ซ่อนอยู่ในชั้นหินจึงถูกเขื่อนเหล่านี้บังทับไว้ ไม่มีการพัฒนาขึ้นมาใช้ รวมทั้งการสร้างเขื่อนยังเป็นการป้องกันไม่ให้มีการตัดไม้ทำลายป่า และป้องกันการบุกรุกของชาวบ้านเข้าไปในพื้นที่ คาดว่าในอนาคตหาก สปป.ลาวมีการพัฒนาแหล่งแร่ทองคำของตัวเอง ก็จะทำให้ให้เป็นประเทศที่มั่งคั่งขึ้นมาได้ ” นายพิทักษ์กล่าว
ส่วนนายนริศ ขำนุรักษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลักการสำคัญที่จะเปิดสัมปทาน เหมืองแร่ทองคำต้องคำนึงถึงการทำอีไอเอ และเอชไอเอ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเหมือนที่เกิดขึ้นใน จ.พิจิตร ที่สำคัญกรรมาธิการฯ เคยเสนอให้รัฐบาลทบทวนค่าภาค หลวงแร่ที่ไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่รัฐได้โดยที่ผ่านมาเอกชนแห่งหนึ่ง ที่เข้ามาขุดทองได้ผลประโยชน์เป็นจำนวนมาก กว่า 1.2 หมื่นล้านมาก แต่จ่ายค่าภาคหลวงแร่เพียง 300 กว่าล้านบาทเท่านั้น ทั้งนี้เมื่อขุดแร่หมดแล้วการที่จะฟื้นฟูสภาพพื้นที่ให้กลับมาเหมือนเดิมเป็นเรื่องยากมาก ดังนั้นจึงต้องทบทวนเรื่องนี้ให้ดีและมี่มาตรการรองรับที่เหมาะสม



