
คลังชี้ผับบาร์376แห่งเข้าข่ายเสียภาษี
คลังพบสถานบันเทิง 367 แห่งเข้าข่ายภาษีสรรพสามิต ยืดเวลาสอบซานติก้าผับไปอีก 30 วัน เล็งเก็บภาษีเครื่องดื่มชา-กาแฟ-ชูกำลัง คาดมีรายได้เพิ่ม 3 หมื่นล้าน
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นจากกรมสรรพสามิตว่า หลังเข้าตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วประเทศจำนวน 1,038 แห่ง พบว่า มี 367 แห่ง ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีสรรพสามิต ซึ่งกรมสรรพสามิตจะต้องดำเนินการเก็บภาษีตามกฎหมาย ขณะที่ในส่วนของซานติก้าผับ จะเข้าข่ายต้องเสียภาษีสรรพสามิตหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ซึ่งได้เพิ่มระยะเวลาในการตรวจสอบอีก 1 เดือน หลังจากให้เวลาในการตรวจสอบแล้ว 15 วัน
ส่วนเหตุที่ต้องให้เวลาการตรวจสอบกรณีซานติก้าผับเพิ่มเติม เพราะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มี ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ รองปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานได้ทำหนังสือขอเพิ่มระยะเวลาการตรวจสอบเพิ่มเติม และที่ผ่านมาก็ไม่มีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐานเข้ามาตรวจสอบได้ ดังนั้น จึงได้เพิ่มจำนวนคณะกรรมการอีกหนึ่งคน ซึ่งมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ
รมว.คลังกล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้เสนอแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้ากลุ่มที่ทำลายสุขภาพ โดยเฉพาะเครื่องดื่มสำเร็จรูปประเภทชา กาแฟและเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพื่อชดเชยรายได้ของรัฐบาลที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยจะเชิญผู้ประกอบการสินค้าทั้ง 3 ประเภทเข้ามาหารือถึงแนวทางการจัดเก็บที่ทุกฝ่ายยอมรับ
ทั้งนี้ การเก็บภาษีของสินค้าประเภททำลายสุขภาพนั้น กรมสรรพสามิตสามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผ่านการออกประกาศเป็นกฎกระทรวง และจากการประเมินการจัดเก็บรายได้ภาษีบาปที่จะดำเนินการครั้งใหม่นี้ จะทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีในส่วนนี้เพิ่มขึ้นทันที 3 หมื่นล้านบาทในปีนี้
“ได้ให้แนวทางในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในภาษีบาป โดยเน้นในกลุ่มที่เป็นสินค้าทำลายสุขภาพและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะที่เป็นเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและขวดที่วางจำหน่ายตามตู้ในร้านค้าทั่วไป จะทำให้ระบบจัดเก็บมีความชัดเจนและรอบคอบมาก” นพ.พฤฒิชัยกล่าว



