
5จี 'หัวเว่ย' วางไทยศูนย์กลางอาเซียน
จับตา"5G"เทคโนโลยีเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก "หัวเว่ย"วาง "ไทย" เป็นศูนย์กลางอาเซียน
คลื่นความถี่ 5G ไม่เพียงกำลังเป็นที่รู้จักในแง่ของคุณสมบัติการบริการสื่อสารคมนาคมที่ล้ำสมัย แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบดิจิตอลของภาคอุตสาหกรรม การบริหารคลื่นความถี่ และกฎระเบียบมีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดบริการบนคลื่นความถี่ 5G สร้างความมั่นใจในความพร้อมของคลื่นความถี่ที่ทันท่วงทีภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้ตลาดระบบไร้สายสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและอุตสาหกรรมได้
ในห้วงที่ผ่านมาคลื่นเทคโนโลยีล้ำสมัยได้พลิกโฉมวิถีชีวิตของผู้คนและธุรกิจทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) เครือข่ายไอโอที (Internet of Things) หรือระบบคลาวด์ (Cloud) ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังได้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาคเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ทว่าในการก้าวมาของเทคโนโลยี 5G เปรียบดั่งกุญแจสำคัญของการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มระบบและครบวงจร
เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย มองการพัฒนาเทคโนโลยีในปี 2563 ผ่านนิตยสาร The Economist ว่ามนุษยชาติกำลังจะเข้าสู่ยุคอัจฉริยะภายในช่วง 20-30 ปีนี้ แม้ว่าการอุบัติใหม่ของเทคโนโลยีจะสร้างโอกาสมากมายให้กับโลกใบนี้ แต่ก็จะมาพร้อมกับความท้าทายที่ไม่แน่นอนเช่นกัน จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่เปิดกว้างจากทุกฝ่าย เพื่อที่จะร่วมกันรับมือกับอนาคตอันคลุมเครือที่กำลังจะมาถึง
การล้นทะลักของเทคโนโลยีอุบัติใหม่จะทำให้ได้เห็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่วิวัฒนาการของชิปที่จะล้มกระดานกฎของมัวร์ ซึ่งเคยเป็นที่ยอมรับระดับสากลว่าเทคโนโลยีจะเพิ่มเป็นเท่าตัวทุก ๆ 2 ปี ไปสู่ทิศทางอื่นที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้อย่างชัดเจน เห็นได้จากขนาดของชิปที่ลดลงเหลือเพียง 3 หรือแม้กระทั่ง 1 นาโนเมตร แต่เหนือสิ่งอื่นใด AI ก็จะมีบทบาทอย่างกว้างขวางทั้งในเชิงสังคมและพาณิชย์ รวมทั้งช่วยวิเคราะห์แนวโน้มของผลลัพธ์และเลี่ยงผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ปริมาณและความหนาแน่นของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นตามการใช้งานแอปพลิเคชันและการพัฒนาควอนตัม คอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกโจทย์สำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องจัดการกับข้อมูลดังกล่าวให้ทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่โครงสร้างสังคมที่ต่างไปจากเดิม ตั้งแต่ระดับปัจเจก เช่น วิถีชีวิต รูปแบบการทำงาน การศึกษาไปจนถึงระดับโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะเมื่อไอซีทีจะเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในทุกมิติ
เหรินยังได้เผยถึงแนวทางสำคัญในอนาคตว่า เราต้องกระตุ้นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร ทั้งในแง่เทคโนโลยีที่มีอยู่และในแง่กฎเกณฑ์กับทักษะที่นำไปใช้ ในฐานะผู้นำด้านเครือข่าย 5G หัวเว่ยมีความพร้อมที่จะช่วยเหลือแต่ละประเทศเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับกับยุคสมัย ทั้งด้านเทคโนโลยี การศึกษาและการพัฒนาบุคลากร โดยเขายังได้เน้นย้ำว่าการส่งเสริมด้านการศึกษาถือเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกรัฐบาลควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งและจะต้องมีสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างต่ออิสรภาพทางความคิดอีกด้วย
ปัจจุบันหลายประเทศมีนโยบายสนับสนุน 5G อาทิ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ โดยเริ่มนำร่องการใช้งาน 5G ในเชิงพาณิชย์แล้ว พร้อมกันนี้ทางรัฐบาลจีนเองก็กำลังเตรียมทยอยสร้างเสาไฟฟ้าเอนกประสงค์มาตรฐานใหม่ในมหานครเซี่ยงไฮ้ เพื่อเพิ่มแหล่งจ่ายสัญญาณ 5G พร้อมยกให้เป็นเมืองตัวอย่างภายในปีหน้า(2563) ตามมาด้วยญี่ปุ่น ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวต้อนรับโอลิมปิกในปี 2020
ทว่าหากมองภาพรวมทางฝั่งอาเซียน จากข้อมูลดัชนีการพัฒนาไอซีทีในภูมิภาคอาเซียนปี 2019 สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมไอซีทีของอาเซียนยังติดปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมค่อนข้างสูง เนื่องจากทักษะความสามารถและการพัฒนาด้านดิจิทัลยังจำกัดอยู่แค่ในระดับสตาร์ทอัพเท่านั้น คนส่วนใหญ่รวมทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐยังขาดวิสัยทัศน์ และขาดความร่วมมือในภาพรวมเพื่อผลักดันให้เกิดเทรนด์ดิจิทัลไลเซชั่นอย่างแท้จริง
เจมส์ อู๋ ประธานบริหารหัวเว่ย ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กล่าวในงานสัมมนา ‘ASEAN CEO’s Vision 2020 & Beyond’ ภายในงาน Bangkok Bank AEC Business Forum 2019 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมาว่าปี 2020 ของอาเซียนจะเป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งในอุตสาหกรรมไอซีที พร้อมคาดการณ์ว่าจะเป็นปีที่สำคัญของการเริ่มต้นการใช้งาน 5G เชิงพาณิชย์ในวงกว้างและถือเป็นการเริ่มต้นของยุคอัจฉริยะ ซึ่งได้รับการผลักดันโดยกลุ่มคนหนุ่มสาวที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
จึงเป็นความท้าทายสำหรับประเทศในอาเซียนที่จะต้องเร่งพัฒนาความพร้อมด้านไอซีที เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาเป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การบ่มเพาะทักษะบุคคล การวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจทางธุรกิจให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น รวมทั้งขับเคลื่อนเทรนด์ดิจิทัลไลเซชั่นให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อไปในอนาคต
เขายังคาดการณ์ว่าปี 2025 ธุรกิจทุกอุตสาหกรรมจะย้ายขึ้นมาดำเนินการบนคลาวด์ กว่า 85% ของการใช้แอปพลิเคชันขององค์กรธุรกิจจะเกิดขึ้นบนคลาวด์ทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น การนำเทคโนโลยี 5G เข้ามาใช้ควบคู่กับคลาวด์และ AI จะยิ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพการดำเนินธุรกิจและสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับความต้องการและขนาดของธุรกิจในยุคอัจฉริยะอีกด้วย หากอุตสาหกรรมไหนยังไม่ปรับตัว ก็อาจเสี่ยงพลาดโอกาสดังกล่าวไปในที่สุด
ในส่วนประเทศไทยนั้นที่ผ่านมาทุกภาคส่วนต่างเดินหน้าร่วมกับหัวเว่ยเพื่อผลักดันเทคโนโลยี 5G ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้จับมือกับหัวเว่ย ร่วมด้วยหน่วยงานภาครัฐ โอเปอเรเตอร์ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาชั้นนำ เดินหน้าทดสอบเทคโนโลยี 5G สู่การใช้งานจริง (5G Testbed) เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา โดยนำระบบเครือข่าย 5G แบบครบวงจรมาติดตั้งในศูนย์ทดสอบในพื้นที่การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งหัวเว่ยถือเป็นผู้จำหน่ายรายแรกและรายเดียวที่ดำเนินการทดสอบดังกล่าวในประเทศไทย และจะต่อยอดการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
ขณะเดียวกันรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ได้เดินทางไปยังเมืองเซินเจิ้น เมื่อเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา และได้เจรจาพูดคุยกับเหริน เจิ้งเฟย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และร่วมกันส่งเสริมนวัตกรรมระบบนิเวศ 5G และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในประเทศไทย พร้อมผลักดันให้ประเทศก้าวเข้าสู่โลกแห่งอัจฉริยะล้ำสมัยผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ การเปิดตัวโครงการ หัวเว่ย อะคาเดมี ในประเทศไทย เพื่อเฟ้นหาและส่งเสริมบุคลากรที่มีทักษะด้านไอซีที ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่ต้องการผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางหลักของดิจิทัลฮับแห่งอาเซียน ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G และการสร้างสรรค์สมาร์ทอีโคซิสเต็ม 5G ครบวงจร
“รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ 5G และประเทศไทยก็มุ่งหวังที่จะประสบความสำเร็จในการเข้าสู่โลกแห่งความอัจฉริยะล้ำสมัยแห่งยุค 5G และเรามุ่งหวังที่จะมีการขยายความร่วมมือของหัวเว่ยในเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง”ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวตอนหนึ่งระหว่างการเยือนสำนักงานใหญ่หัวเหว่ยที่เมืองเซินเจิ้น
อาจหกล่าวได้ว่าวันนี้ประเทศไทยได้เดินหน้าว่างเครือข่ายโครงการเกี่ยวกับ 5G เกือบเต็มตัวแล้วและต้องจับตาดูต่อไปว่าความร่วมมือดังกล่าวจะสามารถผลักดันประเทศไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จและพร้อมเข้าสู่ยุคแห่งอัจฉริยะได้หรือไม่ อย่างไร ในอนาคตอันใกล้



