
สพฐ. เรียกนักจิตวิทยาคลินิกถกด่วนทางออกเด็กรังแกกัน
สพฐ. เตรียมเรียกนักจิตวิทยาคลินิก ถกด่วนหาทางออกปัญหาเด็กรังแกกัน ชงบรรจุหลักสูตรแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง
19 ธันวาคม 2562 ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา นักจิตวิทยาคลินิก และนักวิชาการด้านคุ้มครองเด็ก กล่าวว่า เด็กที่ถูกรังแกต่อเนื่องจะแสดงอาการอยู่ 2 ประเภท คือ 1. เก็บกดจนมีอาการซึมเศร้าและทำร้ายตัวเอง และ 2. แสดงออกภายนอกด้วยการลงมือกระทำความรุนแรง ต่อสู้จนกลายเป็นอาชญากรเด็ก
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีหลายเคสที่เกิดเป็นข่าวและไม่เกิดเป็นข่าว ที่เป็นความรุนแรงในโรงเรียนอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งเกิดมาจากการกลั่นแกล้งกัน งานวิจัยที่ตนเคยทำเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน พบว่า มีเด็กถูกรังแกถึง 40% เพราะฉะนั้นที่ปรากฏเป็นข่าวอาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
กรณีเด็ก ม.1 ลงมือยิงเพื่อนที่ล้อเลียนจนเสียชีวิตมีการสันนิษฐานว่าเป็นการเลียนแบบการใช้ความรุนแรงจากเกมด้วยนั้น ดร.สมบัติ บอกว่า ก็มีหลายปัจจัยที่เป็นแรงหนุนให้เกิดความรุนแรง ไม่เฉพาะแค่การเลียนแบบเกม แต่พฤติกรรมของผู้ใหญ่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือคนอื่นๆ ที่หาทางออกด้วยการใช้ความรุนแรง ก็มีส่วนให้เด็กเลียนแบบได้ รวมไปถึงละคร ภาพยนตร์ต่างๆ เพราะฉะนั้นในแต่ละเคสจึงไม่ควรลงน้ำหนักว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป
อ่านข่าว - การกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียนจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป
แต่จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้เชิญตนให้เข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางออกปัญหาเด็กรังแกในโรงเรียน วันที่ 26 ธันวาคม นี้ เพื่อเตรียมลงพื้นที่สำรวจสถิติเด็กที่รังแกกันทั้งประเทศ โดยใช้เวลาในการสำรวจประมาณ 5 เดือน ก่อนที่จะกำหนดเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาในระยะยาว
ผศ.ดร.สมบัติ มีข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาของต่างประเทศ ที่มีการออกกฎหมายให้โรงเรียนต่างๆ ต้องมีกิจกรรมป้องกันการรังแกกัน มีบททดสอบ และการประเมินผล ซึ่งหากสถานศึกษาหรือโรงเรียนใดไม่ปฏิบัติตามก็จะมีบทลงโทษ เช่น การตัดงบประมาณ เป็นต้น
รูปแบบในการจัดกิจกรรม ก็อย่างเช่น การสร้างสันติวัฒนธรรมในโรงเรียน โดยครูและผู้ปกครอง ต้องมีวิธีการลงโทษโดยไม่ใช้การลดความรุนแรง เพื่อเด็กให้เห็นว่าทางออกวิธีอื่นที่แก้ปัญหาได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง มีการอบรม เรียนรู้การจัดการความขัดแย้ง โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงหรือการกลั่นแกล้ง โดยบรรจุลงไปในหลักสูตร ซึ่งประเทศที่มีการบรรจุหลักสูตรการเรียนรู้เรื่องการจัดการกับความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง ตัวอย่างเช่น ประเทศเดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี เป็นต้น
ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสอนให้เด็กรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ว่าเวลาถูกทำร้ายต้องทนทรมานแค่ไหน ให้รับรู้ความเจ็บปวดของคนอื่น ถ้าเด็กเข้าใจคนอื่นก็จะไม่รังแกกัน
อ่านข่าว - แก้ปัญหารุนแรงในโรงเรียน
หากรัฐยังปล่อยปละละเลยให้สถิติการรังแกกันในโรงเรียนมีเพิ่มสูงขึ้น ก็จะส่งผลกระทบไปยังเด็กที่ถูกรังแกให้เกิดความกังวล สูญเสียคุณค่าในตัวเอง ส่วนเด็กผู้รังแกก็จะกลายเป็นขาใหญ่ประจำโรงเรียน เมื่อโตขึ้นมา หากเป็นนักการเมืองก็จะไม่เห็นหัวประชาชน
นักจิตวิทยาคลินิก บอกว่า กรณีเด็กชายชั้น ม.1 ที่ยิงเพื่อนจนเสียชีวิต ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจว่าเขาถูกรังแก และต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งถ้าเราช่วยกันทัน ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น โดยก่อนที่จะมีนโยบายใดๆ ออกมา การแก้ไขปัญหาระยะสั้น คือ ต้องปลูกจิตสำนึกให้กับครูและผู้ปกครองให้เห็นว่าการรังแกกัน ล้อเลียน กลั่นแกล้งในโรงเรียนไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งจะต้องสอดส่องดูแล ตักเตือน ไม่ให้เกิดขึ้น



