
ทรัมป์ กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ถูกไต่สวนเพื่อถอดถอน
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติครั้งประวัติศาสตร์ ขอถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากตำแหน่ง
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง ในการอภิปรายญัตติถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนลงมติรับรองในช่วงค่ำวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ( 18 ธ.ค.) ซึ่งปรากฎว่าเสียงส่วนใหญ่ ลงมติผ่านทั้งสองญัตติ คือใช้อำนาจในทางที่ผิด และขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา
ผลการลงมติไม่ได้เหนือความคาดหมาย เนื่องจากพรรคเดโมแครตที่ดำเนินกระบวนการไต่สวนขอถอดถอนทรัมป์ ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ และการออกเสียงก็เป็นไปตามแนวทางของพรรค
ขั้นตอนต่อไป วุฒิสภาจะทำหน้าที่เหมือนคณะลูกขุน ไต่สวนทรัมป์ตามที่ถูกตั้งข้อหา คาดว่าจะเริ่มต้นปีหน้า
การถอดถอนประธานาธิบดีจะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 หรือ 67 จาก 100 ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ทรัมป์จะพ้นข้อกล่าวหา เพราะพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก
ข้อหาที่ทรัมป์เผชิญ ส่วนใหญ่มาจากกรณีที่ทรัมป์ขอให้ประธานาธิบดียูเครนตรวจสอบคู่แข่งทางการเมือง คืออดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน และลูกชาย ฮันเตอร์ ไบเดน ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารบริษัทพลังงานในยูเครน
ใครเป็นใครเบื้องหลัง"ยูเครนเกต" ปมถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์
โดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่สาม ที่ถูกสภาล่างตั้งข้อหาขอถอดถอน
ในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ มีประธานาธิบดีถูกตั้งข้อหาเพื่อถอดถอนในสภาล่างมาแล้วสองครั้ง คืออดีตประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสัน ในช่วงกลางศตวรรษที่19 และอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งทั้งคู่ถูกสภาล่างที่ทำหน้าที่คล้ายอัยการตั้งข้อหาเพื่อถอดถอน แต่วุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่คล้ายศาลลงมติไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหา
ส่วนผู้นำสหรัฐฯ อีกคนหนึ่งซึ่งถูกกระบวนการไต่สวนเพื่อถอดถอนเช่นกัน คืออดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน แต่ชิงลาออกจากตำแหน่งก่อน



