ข่าว

เปิดสะพานมิตรภาพไทย-มาเลย์รปภ.เข้ม

เปิดสะพานมิตรภาพไทย-มาเลย์รปภ.เข้ม

09 ธ.ค. 2552

“อภิสิทธิ์” ย้ำไทย-มาเลเซีย พร้อมร่วมมือแก้ไขปัญหา เผยตกลงกันแล้วเดินหน้าแก้ปัญหาคน 2 สัญชาติให้เสร็จภายในปีหน้าแน่นอน

(9ธ.ค.) เช้าวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสร่วมกับนายกรัฐมนตรี มาเลเซีย ถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยหลังเกิดเหตุการปะทะกันระหว่างทหารพรานของไทยกับ กลุ่มก่อความไม่สงบจนทำให้ทหารพรานเสียชีวิตถึง 2 นาย ว่า เจ้าหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและตนต้องการ คือการไปทำความเข้าใจในเรื่องที่รัฐบาลต้องการที่จะทำให้กับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องของสะพานมิตรภาพ เรื่องโรงเรียนและเรื่องของเศรษฐกิจ ก็เป็นสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นในพื้นที่และเชื่อว่าประชนในพื้นที่เองก็ ต้องการจะให้เกิดความสงบเรียบร้อย และมีความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านด้วย

 ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าและการแก้ปัญหาเรื่องบุคคล 2 สัญชาติ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลักก็คือต้องทำเรื่องของฐานข้อมูลที่สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกันได้และถือ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ผ่านมาก็มีปัญหาทางด้านเทคนิคมาโดยตลอด ทางนายกรัฐมนตรีมาเลเซียกับตนก็เห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องดังกล่าวจะต้องสะสางให้จบเพราะยังมีความร่วมมือหลายอย่างที่ค้างอยู่ เราก็ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปีหน้าทุกอย่างต้องจบซึ่งคิดว่ามีความเป็นไปได้

 “ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาเรื่องบุคคล 2 สัญชาติได้ก็จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการติดตามความเคลื่อนไหว ของคนบางกลุ่มซึ่งเป็นปัญหาอยู่และอาศัยการเป็นพลเมืองที่มีสัญชาติทั้งสอง ฝั่งทำให้การติดตามการแลกเปลี่ยนต่างๆยาก แต่พอเราสามารถแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลตรงนี้ได้ก็คงจะง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามการลงพื้นที่ของผู้นำ 2 ประเทศครั้งนี้คิดว่ามีความสำคัญในแง่ของการสร้างความมั่นใจ การสร้างความเข้าใจเพราะทางมาเลเซียเองก็มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ที่เกิด ขึ้นและเข้าก็ยอมรับว่าเป็นปัญหาภายในของประเทศไทย แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหานี้มันก็ส่งผลกระทบกระเทือนและเกิดความห่วงใยในภูมิภาคด้วย เพราะฉะนั้นเขาก็ควรจะได้รับรู้รับทราบในสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ เมื่อวานนี้ (8 ธ.ค.) ก็ได้มีการพูดคุยกันโดยเฉพาะในกลุ่มเล็กก็มีการทำความเข้าใจและค่อนข้างที่จะมีแนวทางที่ดี จุดยืนที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงออกในการแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ผมคิดว่าช่วยเรามาก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อถามถึงเรื่องพื้นที่เขตปกครองพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้มีการสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีการถาม เพราะเราพูดเข้าใจตรงกันอยู่แล้วไม่ว่าจะใช้คำว่ากระจายอำนาจ หรือเขตปกครองพิเศษ เป้าหมายสุดท้ายคือเป้าหมายของการตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ และเมื่อวานนี้เป้าหมายชัดเจนในระหว่างการให้สัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็พูดว่าจะรูปแบบใดก็ตามมันต้องเป็นรูปแบบภายใต้รัฐธรรมนูญไทย ภายใต้รัฐไทย เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

นายกฯไทย-มาเลย์ถึงนราธิวาสท่ามกลางรปภ.เข้ม

 เมื่อเวลา 08.30 น.ที่บริเวณท่าอากาศยานนราธิวาส นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายกษิต ภิรมณ์ รัฐมนตรีว่าการการทรวงการต่างประเทศ นายสาธิต วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ ร่วมเดินทางมาด้วยเครื่องบินกองทัพบก เพื่อมารอรับคณะ ดาโต๊ะ ซรี มูฮัมหมัด นาจิบ บิน ตุน ฮัจญี อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียพร้อมภริยา ซึ่งจะเดินทางมายังจังหวัดนราธิวาส

 โดยก่อนหน้านี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายโสภณ ซารัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางล่วงหน้าด้วยเครื่องบินราชนาวีมายังสนามบินท่าอากาศยานนราธิวาส เพื่อรอรับคณะนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเช่นกัน

 และในเวลา 09.30 น.ดาโต๊ะ ซรี มูฮัมหมัด นาจิบ บิน ตุน ฮัจญี อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียพร้อมภริยา ได้เดินทางมาถึงสนามบินท่าอากาศยานนราธิวาสด้วยเครื่องเช่าเหมาลำของมาเลเซีย โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะร่วมให้การต้อนรับ

 จากนั้นในเวลาประมาณ 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วย ดาโต๊ะ ซรี มูฮัมหมัด นาจิบ บิน ตุน ฮัจญี อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซียพร้อมภริยา และคณะรัฐมนตรีประจำประเทศไทยและมาเลเซียร่วมเดินทางด้วยเครื่องบินแบ็คฮ็อก จำนวน 5 ลำไปยังสนามบินชั่วคราวเทศบาลบ้านบูเก๊ะตา อ.แว้ง จ.นราธิวาส เพื่อร่วมเดินทางไปยังสะพานเชื่อมไทย - มาเลเซีย แห่งที่ 2 บ้านบูเก๊ะตา อ.แว้ง

 โดยมีกำหนดการเปลี่ยนชื่อสะพานเป็นสะพานมิตรภาพ และร่วมพิธีลงนามตกลงว่าด้วยการบริหารจัดการสะพานดังกล่าว และจากนั้นคณะจะเดินทางเยี่ยมชมการเรียนการสอนเด็กนักเรียน 2 หลักสูตร ที่โรงเรียนอัตตัรกียะห์อิสลามมียะห์ และรับประทานอาหารเที่ยงที่โรงแรมอิมพีเรียลและชมสินค้าโอทอป และกำหนดการสุดท้ายก่อนเดินทางกลับคณะจะร่วมเยี่ยมชมโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้าน รอตันบาตู อ.เมือง จ.นราธิวาส

 ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ว่า ไม่รู้สึกกังวล หรือเป็นห่วงแต่อย่างใด เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยได้ โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนมีความพร้อมและจัดกำลังอย่างดีแล้ว

 ด้าน พล.ต.ต.ชัยทัต อินทนูจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า การวางมาตรการการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้กำลังในการดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะในพื้นที่เขต อำเภอเมือง อำเภอสุไหงโก - ลก ซึ่งมีการใช้กำลังทั้งหมด 718 นายในการดุแลความปลอดภัย ซึ่งกำชับให้มีการดูแลในส่วนของสถานที่ชุมชนเป็นหลักเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น อีกทั้งให้มีการปรับแผนทุกระยะเมื่อเกิดเหตุขึ้น

 สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาในพื้นที่ ม.5 บ.ยาโง๊ะ ต.ลูโบ๊ะสาวอ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส กลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงใส่เจ้าหน้าที่ทหารขณะลาดตระเวนเส้นทางในพื้นที่ดังกล่าว และจากนั้นได้กดระเบิดขึ้นทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

 นอกจากนี้ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสมีรายงานด้วยว่ามีการนำป้ายผ้าขึ้นมาติดไว้ตามถนนสายต่างๆในพื้นที่ อำเภอยี่งอ อำเภอระแงะ อำเภอสุไหงปาดี อำเภอบาเจาะ และอำเภอตากใบ โดยมีใจความว่า “ รัฐปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ”

คนสตูลเฮนายกฯไทย-มาเลย์ร่วมถกเจาะอุโมงค์สตูล-เปอร์ลิส

 ดร.สุเมธ ชัยเลิศวนิชกุล ผวจ.สตูล กล่าวว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีไทย-มาเลเซีย ร่วมถกในปัญหาเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้ และมีข่าวดีสำหรับคนสตูล ที่จะได้เห็นการเจาะอุโมงค์สตูล-เปอร์ลิส ซึ่งขณะนี้ทางรัฐมนตรีมหาดไทยและสภาพัฒได้อนุมัติงบประมาณศึกษาออกแบบและสิ่งแวดล้อมจำนวน 69 ล้านบาท เพื่อจะได้ดำเนินการศึกษาเจาะอุโมงค์สตูล-เปอร์ลิสอย่างจริง

 "โอกาสที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางมายังประเทศไทยและได้ร่วมหารือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่5 จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้คนสตูลเริ่มมีความหวังต่อโครงการถนนสตูล-เปอร์ลิส มากยิ่งขึ้น เพราะนายกรัฐมนตรีทั้งไทย-มาเลเซีย ได้รับทราบในโครงการถนนสตูลเปอร์ลิสแล้วและเชื่อมั่นว่าจะมีข่าวดีในเร็ว ๆนี้เพราะการเปิดเส้นทางสตูล-เปอร์ลิส จะทำให้สตูลเป็นเมืองเปิดและเป็นประตูสู่ภาคใต้" ดร.สุเมธ  กล่าว

 โดยขณะนี้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งของ จ.สตูลได้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศจากทั่วโลก เช่น เกาะหลีเป๊ะ และถ้ำภูผาเพชร มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวอย่างเนืองแน่นทำให้จังหวัดและหน่วยความมั่นคงต้องดูแลในเรื่องการบริการและการรักษาความปลอดภัยและการค้าโดยเฉพาะการนำเข้าส่งออกระหว่าง ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
เริ่มมีลู่ทางที่แจ่มใส

 ส่วนการที่สตูลเป็นประตูสู่ภาคใต้นั้นเชื่อได้ว่าการค้าชายแดนและเศรษฐกิจเมืองสตูลรวมทั้งเรื่องที่ดินสตูล จะมีเงินสะพัดหลังจากเปิดโครงการสตูล -เปอร์ลิส ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5 พันล้านอย่างแน่นอน