
เกมช่วงชิง "เครดิตการเมือง"
โฟกัสการเมืองชั่วโมงนี้ ต่างจับจ้องไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีวิศวกรไทย "ศิวรักษ์ ชุติพงษ์" ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์อย่างตาไม่กะพริบ
เพราะที่สุดของผลการตัดสินของศาลกัมพูชาออกมาแล้ว โดยพิพากษาให้ "ศิวรักษ์" ติดคุก 7 ปี และปรับอีก 1 แสนบาท ในฐานะจารกรรมข้อมูลบุคคลสำคัญ
ถือเป็นการตัดสินที่หนักหนาสาหัสเอาการทีเดียว ซึ่งย่อมกระทบต่อเครดิตของรัฐบาลไทยอย่างช่วยไม่ได้
แน่นอนว่าหากมองจากมุมของรัฐบาลไทย ย่อมต้องการสู้คดีจนถึงที่สุด เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่จะฟอกความบริสุทธิ์ทั้ง "ศิวรักษ์" และ "รัฐบาลไทย"
เพราะหากยุติการสู้คดี ก็เท่ากับว่า "ศิวรักษ์" และ "รัฐบาลไทย" ยอมจำนนต่อคำพิพากษา นั่นหมายถึงการยอมรับผิดไปโดยปริยาย
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องจับตาความเคลื่อนไหวจากฝ่ายมารดาของเหยื่อคือ "นางสิมารักษ์ ณ นครพนม" ว่าจะเดินหน้าสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ หรือตัดสินใจยอมจำนนแล้วเลือกหนทางขออภัยโทษแทนตามแผนการที่คิดเอาไว้
กระนั้นก็ต้องยอมรับว่ากรณีดังกล่าวนี้มีความ "ไม่ปกติ" เกิดขึ้นตลอดทั้งกระบวน ตั้งแต่นาทีที่ "ศิวรักษ์" ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน โน่นแล้ว
อาจเรียกได้ว่าเป็นความ "ไม่ปกติ" ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและลุ้นระทึกในฝ่ายทางการไทย ขณะเดียวกันก็มีความพยายามที่จะ "ช่วงชิงเครดิตทางการเมือง" จากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้อย่างเป็นระบบ
ข้อสังเกตประการแรก...ข่าวดังกล่าวถูกปูดขึ้นในวันที่ 13 พฤศจิกายน ภายหลังจากที่วิศวกรไทยถูกจับกุม 2 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" เดินทางมาพำนักที่กรุงพนมเปญ ในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา
ประการที่สอง...ทันทีที่ข่าวดังกล่าวถูกปูดขึ้น ก็ได้รับการโหมกระพือจาก "ขบวนการทักษิณ" ที่อยู่ในประเทศ พร้อมกับการปล่อยข่าว "ลอบสังหาร" นักโทษชายทักษิณ
น่าสังเกตว่านับตั้งแต่สังคมพากันตกใจกับข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ข่าวการให้สัมภาษณ์ "ไทม์ส ออนไลน์" พาดพิงสถาบันของ "นักโทษชายทักษิณ" ถูกกลบไปอย่างสิ้นเชิง
ประการที่สาม...ในช่วงของการจับกุม "นักโทษชายทักษิณ" อยู่ที่กรุงพนมเปญตลอด แต่กลับไม่พูดถึงข่าวดังกล่าวเลยแม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งช่วงที่ 50 ส.ส.เพื่อไทยลาประชุมสภาเพื่อไปพบ "นักโทษชายทักษิณ" ก็ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้
ประการที่สี่..."ขบวนการทักษิณ" ใส่สีตีข่าวเพื่อซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยการออกมาแฉเทปลับ ซึ่งอ้างว่าเป็นการสั่งการของ "กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ ไปยังสถานทูตไทยในกัมพูชาให้หาตารางการบินของ "นักโทษชายทักษิณ"
มิหนำซ้ำยังถือโอกาสขยายปมลอบสังหาร ด้วยการอ้างว่าทางการไทยถึงขนาดส่งเครื่องบินเอฟ 16 ตามประกบเครื่องของ "นักโทษชายทักษิณ"
ประการที่ห้า...ให้หลังจาก "นักโทษชายทักษิณ" บินกลับไปดูไบไม่กี่ชั่วโมง ก็เริ่มแสดงบท "พระเอก" ในการรับปากจะช่วยเหลือ "เหยื่อ" โดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ ฮุน เซน
ประการที่หก...น่าสังเกตท่าทีของ "นางสิมารักษ์" ที่ภายหลังจากรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังมาตั้งแต่แรก
แต่น่าแปลกที่ "สิมารักษ์" กลับวิ่งโร่ไปขอความช่วยเหลือ "นักโทษชายทักษิณ" และ "บิ๊กจิ๋ว" ทั้งๆ ที่สองคนนี้เป็นต้นเหตุของปัญหา และไม่ได้แสดงท่าทีช่วยเหลือใดๆ ซึ่งหากจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในการช่วยเหลือตั้งแต่ที่ตนเองยังอยู่ที่พนมเปญแต่แรกก็สามารถทำได้
ประการที่เจ็ด...น่าสนใจด้วยว่าความเคลื่อนไหวในการช่วยเหลือลูกชายของ "สิมารักษ์" กลับอยู่ในการคุมเกมของ "ขบวนการทักษิณ" แทบทุกฝีก้าว
ไล่ตั้งแต่การส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจาก "นักโทษชายทักษิณ" ต่อด้วยการแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อไทย การเดินสายไปเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำไปรซอครั้งที่สอง พร้อมกับออกข่าวได้รับการต้อนรับอย่างดี ไล่ไปจนถึงการตัดสินใจขอเปลี่ยนตัวทนายหลังกลับจากเยี่ยมลูกชายครั้งที่สอง
กระทั่งมาถึงจุดไฮไลท์ล่าสุดคือการประกาศความจำนงไม่ขอต่อสู้คดี หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง
แต่เลือกหนทางที่จะขออภัยโทษแทน โดยที่ "บิ๊กจิ๋ว" ได้ร่างหนังสือขออภัยโทษรอไว้ล่วงหน้า คล้ายกับล่วงรู้คำตัดสินแล้ว ยังไงยังงั้น
หากจะบอกว่า "สิมารักษ์" เพียงแค่ต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูกชาย จะเป็นคำตอบที่ฟังขึ้นหรือไม่ ???
เพราะทุกย่างก้าวของ "สิมารักษ์" ล้วนเป็นการโยนเครดิตทางการเมืองให้แก่ "นักโทษชายทักษิณ" เพียวๆ โดยไม่นำพาต่อการหยิบยื่นช่วยเหลือใดๆ ของทางการไทยแม้แต่น้อย
ทั้งๆ ที่ทางการไทยให้การช่วยเหลือตามขั้นตอน กระบวนการอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก
ประการที่แปด... "นักโทษชายทักษิณ" ยังคงจ้องฉวยประโยชน์จากสถานการณ์จนวินาทีสุดท้าย สังเกตจากก้าวย่างของ "สิมารักษ์" ที่ชิงประกาศว่าจะขออภัยโทษแทนการอุทธรณ์เพื่อสู้คดี ทั้งๆที่ศาลยังไม่ตัดสิน
กรณีหาก "นักโทษชายทักษิณ" สามารถใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวได้เป็นผลสำเร็จ นั่นหมายถึง "ศิวรักษ์" ได้รับการอภัยโทษขึ้นมาจริงๆ
"นักโทษชายทักษิณ" ก็จะใช้เหตุการณ์อภัยโทษนี้มาเทียบเคียงกับการขออภัยโทษของตัวเองในคดีที่ดินรัชดาฯ
งานนี้ "นักโทษชายทักษิณ" รวมถึงขบวนการทักษิณ จะได้ความสะใจที่ตบหน้ารัฐบาลไทยที่ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไว้ได้
พร้อมกันนั้นก็เตรียมนำความพ่ายแพ้จากการที่ "ศิวรักษ์" ไม่ขอต่อสู้คดีขึ้นมาโจมตีรัฐบาลประชาธิปัตย์ ทำนองว่าได้สั่งการให้มีการจารกรรมข้อมูลจริง
ขณะเดียวกัน "นักโทษชายทักษิณ" ก็สามารถช่วงชิงเครดิตทางการเมืองที่สามารถช่วยเหลือวิศวกรไทยได้สำเร็จมาเป็นผลงานชิ้นโบแดงของตนเอง
เกมนี้สะท้อนได้เลยว่า ผลประโยชน์ทางการเมืองของ "นักโทษชายทักษิณ" อยู่เหนือผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างเห็นได้ชัด
โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น



