
ถอดรหัส"ผู้นำมาเลย์"เยือนไทย
การมาเยือน 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย ของ ดาโต๊ะ ซรี มูฮัมหมัด นาจิบ บิน ตุน อับดุล ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นับเป็นนิมิตหมายอันดีของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
น่าสนใจว่า การลงพื้นที่ของผู้นำทั้ง 2 ชาติครั้งนี้เป็นการสานต่อความร่วมมือของทั้ง 2 ชาติ หลังจากเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย กับ ดาโต๊ะ ซรี อับดุลเลาะห์ อาหมัด บาดาวี อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ร่วมกันเป็นประธานเปิดสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 เชื่อมระหว่างบ้านบูก๊ะตา อ.แว้ง จ.นราธิวาส กับบ้านบูกิตบุหงา รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
เป็นการพัฒนาตามโครงการความร่วมมือพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย (อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย) (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT) และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อเป็นจุดผ่านแดนถาวรรองรับการค้าระหว่างกัน
ทั้งนี้ กำหนดการในวันที่ 9 ธันวาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะร่วมตรวจสภาพความพร้อมของจุดผ่านแดนถาวรที่สะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 อ.แว้ง จ.นราธิวาส ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็นสะพานมิตรภาพไทย-มาเลเซีย
จากนั้นจะเข้าชมโรงเรียนอัตตัรกียะห์ อิสลามมียะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส และเยี่ยมชมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านรอตันบาตู อ.เมือง ซึ่งเป็นสถานที่เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบที่สูญเสียหัวหน้าครอบครัว
ความสำคัญของการเยือนไทยครั้งนี้ของผู้นำมาเลเซีย ได้นำคณะรัฐมนตรีของมาเลเซีย มาร่วมรับปัญหาที่จะแก้ไขร่วมกัน นอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น และเพิ่มช่องทางการค้าระหว่างกันให้มีมูลค่ามากขึ้นแล้ว
ฝ่ายไทยยังมุ่งหวังมากว่า จะใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม ช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทยอย่างยั่งยืนด้วย
จับสัญญาณได้จากการปาฐกถาผ่านวิดีโอลิงก์ของนายกฯ อภิสิทธิ์เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า
"เรื่องสะพาน และเรื่องโรงเรียนสอนศาสนา เป็นการยืนยันว่าการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ การเชื่อมโยงถึงการพัฒนา เพราะฉะนั้น ผมดีใจมากที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียตอบรับที่จะลงพื้นที่ด้วยกัน ซึ่งตรงนี้เป็นมิติที่ยืนยันว่า เป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม"
ขณะที่ กู้เกียรติ บูรพาพงษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส ก็เชื่อว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของผู้นำทั้ง 2 ชาติจะส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนทั้ง 2 ชาติด้วย
นอกจากนี้ คาดว่าผู้นำทั้งสองชาติเชื่อว่า จะมีการหารือเรื่องการสกัดกั้นไม่ให้ขบวนการก่อการร้ายจากอาหรับ และแอฟริกา เข้ามาเคลื่อนไหวในจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ซึ่งอาจลุกลามไปถึงมาเลเซีย รวมทั้งเรื่องการจัดระเบียบบุคคล 2 สัญชาติด้วย
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายสากลว่า ได้รับข้อมูลการชักจูงทางเว็บไซต์ แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่ของไทย
กระนั้น เพื่อเป็นการไม่ประมาท เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงก็จะต้องสร้างเครือข่ายเพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน
ทั้งนี้รูปแบบการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้จะใช้การโฆษณาบิดเบือนความจริงว่ารัฐบาลไทยใช้ความรุนแรงปราบปรามชาวมุสลิม เพื่อต้องการสร้างเครือข่ายท้องถิ่นในประเทศ แต่ไทยก็ยังคงรักษาระดับเหตุการณ์ให้อยู่ในระดับพื้นที่จนไม่ถูกยกระดับไปสู่สากล
ส่วนมาตรการการรักษาความปลอดภัยของผู้นำ 2 ชาติก็ต้องเข้มข้นสุดยอด โดยแหล่งข่าวความมั่นคงระดับสูงของไทยระบุว่า พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผบ.พตท.สั่งให้ใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยระดับ "ซูเปอร์วีไอพี" โดยใช้กำลังในพื้นที่เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม มีการแจ้งเตือนว่า กลุ่มก่อการร้ายต้องการก่อเหตุรุนแรงในช่วงการลงพื้นที่ของผู้นำ 2 ชาติ แต่หน่วยข่าว และกองกำลังก็กำลังเกาะติดความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด จึงไม่น่าเป็นห่วง
น่าจับตาว่า ผลสำเร็จหลังจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยก็เป็นนิมิตหมายอันดีของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ผู้นำเลือก "ผลประโยชน์ส่วนรวม" มากกว่า "ผลประโยชน์ส่วนตัว"
การที่นายกฯ มาเลเซียปฏิเสธการเดินทางเข้าพบของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ก่อนที่จะเดินทางมาเยือนไทยแสดงให้เห็นถึงมารยาททางการทูต และการรักษาน้ำจิตน้ำใจเพื่อนบ้าน อย่างที่นานาอารยประเทศพึงปฏิบัติต่อกัน
สมควรอย่างยิ่งที่ผู้นำแถวชายแดนด้านตะวันออก และอดีตผู้นำหนีคดีบางคนจะพึงสำนึก และ "ทบทวนตัวเอง" เสียใหม่ !!
ทีมข่าวความมั่นคง/สมชาย สามารถ



