
จี้วางกรอบปรับราคาสินค้าให้ชัดห่วงปีหน้าต้นทุนผลิตพุ่ง-พาณิชย์บีบตรึงต่อ
กกร.จี้รัฐวางแนวทางปรับราคาสินค้าให้ชัด ตั้งคณะทำงานศึกษาชง กรอ.เดือน ม.ค.ปีหน้า ห่วงต้นทุนการผลิตพุ่งแต่สินค้าถูกตรึงราคาไว้นาน ชี้ทำตลาดบิดเบือน กระทบระบบเศรษฐกิจ
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ว่า ที่ประชุมได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเรื่องแนวทางการปรับราคาสินค้าและบริการเพื่อเสนอภาครัฐ โดยภาคเอกชนต้องการให้การควบคุมราคาสินค้าและบริการของกระทรวงพาณิชย์มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ชัดเจน
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า กกร.จะเสนอคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน (กรอ.) ในเดือนมกราคม 2553 เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้ชัดเจนว่าการพิจารณาปรับราคาสินค้าและบริการมีวิธีการอย่างไร โดยควรประกาศว่าสินค้าประเภทใดควรควบคุมราคาบ้าง ซึ่งที่ผ่านมากรมการค้าภายในเป็นหน่วยงานเดียวที่ทราบว่าจะปรับราคาสินค้าอย่างไร รวมทั้งต้องการให้ประกาศให้ชัดเจนว่าสินค้าฟุ่มเฟือยจะควบคุมราคาหรือไม่ เพราะแนวโน้มต้นทุนการผลิตในปีหน้าสูงขึ้นและสินค้าบางรายการไม่ได้ปรับราคามานาน
แหล่งข่าวจาก กกร. กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับความจำเป็นของการควบคุมราคาสินค้าในระยะสั้น แต่การใช้มาตรการดังกล่าวไม่มีความชัดเจนและเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะอาจทำให้สภาพตลาดบิดเบือน โดยเฉพาะเมื่อมีสินค้าที่คุณภาพเดียวกันในราคาใกล้เคียงกันมาทดแทนได้ และมาตรการควบคุมราคายังส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศมากกว่าผู้นำเข้าสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งภาครัฐควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดและมีข้อมูลอ้างอิงที่ตรวจสอบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าได้ โดยควรพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตร์และไม่ควรใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการพิจารณา
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์มีการกำหนดให้สินค้าและบริการที่ต้องติดตามราคา 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มสินค้าอ่อนไหวที่ต้องติดตามราคาทุกวันมี 7 รายการ 2.กลุ่มสินค้าที่ติดตามราคาอย่างใกล้ชิดสัปดาห์ละ 2 ครั้งมี 9 รายการ 3.กลุ่มสินค้าที่ติดตามอย่างใกล้ชิดมี 186 รายการ โดยสินค้าดังกล่าวจะถูกปฏิบัติเหมือนสินค้าควบคุมราคา ซึ่งผู้ประกอบการต้องให้ความร่วมมือทั้งที่ไม่ใช่สินค้าควบคุมราคา เช่น ให้ข้อมูลสินค้า แจ้งเมื่อจะปรับราคา โดยเมื่อขอปรับราคามักจะถูกขอให้คงราคาสินค้าไว้ก่อน และถ้าผู้ประกอบการไม่ดำเนินการตามก็จะถูกปรับเป็นสินค้าควบคุมในปีถัดไป
"ถ้าภาครัฐต้องการควบคุมราคาสินค้าควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านต้นทุนราคาสินค้าด้วย เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการแบกรับความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว" แหล่งข่าวกล่าว



