
การกดขี่ขูดรีดในโลกของตำรวจ
ไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย ผู้นำองค์กรเอกชนแสดงความเห็นเกี่ยวกับสาเหตุที่นำมาซึ่งการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจนในสังคมปัจจุบัน
“นครบาลไม่ขนาดนี้นะ ชาวบ้านไม่ขอ ไม่วิ่งเต้นขนาดนี้ นี่ไม่สนใจ ถ้าเราไม่ให้ นู่น ขอผู้มีอำนาจมาบีบเราอีกที" นายตำรวจอธิบายเหตุผลที่มาของความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายด้วยน้ำเสียงแสดงความเบื่อหน่าย
วัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่เกาะเกี่ยวอยู่กับระบบความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน (ผลประโยชน์) ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยเป็นบริบทสำคัญที่ทำให้กลุ่มบุคคลผู้มีอำนาจใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มพรรคพวกของตน การกระทำของเหล่าบรรดาผู้ใหญ่ที่มีอำนาจทั้งหลายส่งผลกระทบต่อการก่อร่างวิธีคิดของเยาวชนไทย ดังวิธีคิดผ่านคำพูดของเด็กหนุ่มวัยเพียง 16 ว่า “การตัดสินให้คนผิดไม่ต้องได้รับโทษ ก็ยังดีกว่าการตัดสินให้คนดีต้องติดคุกไม่ใช่เหรอ”
คำพูดนี้เกิดขึ้นเมื่อพวกเขานั่งพูดคุยกันในซุ้มเรื่องการที่มีทนายความสามารถช่วยเหลือเพื่อนของเขาให้หลุดพ้นจากคดีพยายามฆ่า
ไม่มีใครตอบคำถามที่ดิฉันตั้งขึ้นว่า หากเราอยู่ในพวกที่ถูกกลุ่มคนเหล่านั้นเอาปืนจ่อหัวแล้วให้คนอื่นๆ รุมตี แล้วในที่สุดพวกนี้ก็หลุดคดีเพราะมีการช่วยเหลืออย่างนี้เราจะรู้สึกอย่างไร?
หากแต่มีเสียงหนึ่งเปิดประเด็นขึ้นใหม่ว่า “คนมีปืนจะใจเย็น” ผู้พูดคือเด็กชายอายุ 14 เมื่อเห็นดิฉันทำสีหน้าสงสัยเขาพูดต่อว่า “มีปืนจะเก็บเมื่อไหร่ก็ได้” ?????????
เด็กและเยาวชนที่มีวิถีชีวิตเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายนั้น ล้วนเติบโตด้วยการอบรมเลี้ยงดูในระบบอุปถัมภ์ เน้นการพึ่งพิงผู้อื่นมากกว่าที่จะถูกฝึกฝนด้วยวิธีคิดให้พึ่งพาตนเอง มีค่านิยมในการใช้ชีวิตแบบใช้อารมณ์ความพึงพอใจกำกับการกระทำมากกว่าการใช้หลักเหตุผลกำกับพฤติกรรม ดังนั้น วัฒนธรรมการใช้ระบบอุปถัมภ์พรรคพวกจึงเป็นวัฒนธรรมที่พวกเขายินดีที่จะซึมซับรับมาปฏิบัติ
ระบบพรรคพวกที่วางอยู่บนวัฒนธรรมอุปถัมภ์และความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนนั้น นอกจากจะไม่สร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมแก่ผู้คนในสังคมแล้ว ยังมีลักษณะของการกดขี่ ขูดรีดผู้ที่ยอมสวามิภักดิ์อีกด้วย “ทำไงได้ เราได้นายพลเพราะเขา” นายตำรวจใหญ่ระบายพร้อมส่ายศีรษะไปมาเมื่อถูกเรียกร้องการดูแลทุกรูปแบบอย่างไม่รู้จักจบสิ้นจากตระกูลของผู้มีอำนาจ ในฐานะคนนอกอาจให้ความหมายการดูแลของนายตำรวจใหญ่ว่า “เกินกว่าหลักเหตุผลและความถูกต้องพึงรับได้” ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบที่นายตำรวจพึงต้องปฏิบัติอยู่นั้น มีภาระที่หนักหนาสาหัสเพียงพออยู่แล้ว หากแต่จำเป็นต้องเพิ่มการดูแลสารทุกข์ต่างๆ รวมถึงการดำเนินธุรกิจของตระกูลผู้มีอำนาจให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกด้วย
การดูแลผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเหล่าบรรดาข้าราชการตำรวจนั้น ไม่แตกต่างจากการที่เด็กและเยาวชนรุ่นเล็กผู้เริ่มเข้าสู่วิถีซุ้มกระทำตนในลักษณะของการเอาตัวเข้าดูแลรับใช้เยาวชนรุ่นกลาง และกลุ่มคนโตรุ่นใหญ่ในระบบซุ้มที่มีการปกครองแบบการใช้อำนาจแบบลำดับชั้น อำนาจที่แฝงไว้ด้วยการกดขี่ ขูดรีดโดยการสร้างมายาคติว่าเป็นการอุปถัมภ์ ช่วยเหลือ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่
ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาการกระทำผิดในเด็กและเยาวชนหรือการแก้ปัญหาการกระทำที่มิชอบในวงการตำรวจจึงไม่ใช่การแก้ไขในระดับตัวบุคคล แต่ควรไปให้ถึงตัวการใหญ่หรือกลุ่มผู้มีอำนาจผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังการกระทำในสิ่งที่มิชอบเหล่านั้น
ปนัดดา ชำนาญสุข [email protected]



