
เฉ่งรัฐทำชาวมาบตาพุด-แหลมฉบังเดือดร้อน
นายกฯ เฉ่งปัญหาแหลมฉบัง หน่วยงานรัฐทำงานไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลชาวบ้านเดือดร้อนทั้งแหลมฉบังยันมาบตาพุด กสร.สั่งตรวจสอบแรงงานมาบตาพุดรับผลกระทบ
(8ธ.ค.) นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมครม. ว่า กรณีปัญหาของนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และมาบตาพุด จ.ระยองนั้นมีการหารือกันก่อนวาระเพื่อทราบในการประชุมครม. โดยมีการโยงปัญหาตั้งแต่กรณีของท่าเรือแหลมฉบัง และขยายถึงปัญหามาบตาพุด แต่ยังไม่มีการสรุปเป็นเพียงการปรารภถึงปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างกรณีของแหลมฉบังพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะมีการทำงานที่ไม่มีความเป็นเอกภาพในส่วนของภาคราชการด้วยกันเอง เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เพิ่งทราบเหตุ ในขณะเดียวกันแพทย์ที่ทำการรักษาก็มีปัญหาว่าคนป่วยที่ได้รับสารเคมีมานั้นว่าสารตัวนั้นคือสารอะไร ซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งไปตรวจราชการก็พบปัญหา และคิดว่าเรื่องเหล่านี้ควรจะใช้เป็นแนวทางที่จะต้องแก้ไข
“นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีการกำชับว่าในส่วนของราชการต้องมีการทำงานประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ อาทิ เรื่องสารเคมีที่รั่วออกมาแต่คุณหมอรักษาไม่ถูกเพราะไม่ทราบว่าเป็นสารอะไร เพราะบางทีมันเป็นเรื่องความลับทางการค้าของเอกชนที่ไม่สามารถก้าวล่วงไปรับทราบได้ว่าสารเคมีนั้นคืออะไรจึงเป็นปัญหา ดังนั้นแนวทางเหล่านี้ต้องมีการพูดคุยกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเป้าหมายในกันป้องกัน และบำบัดรักษาเป็นหน้าที่ที่ภาครัฐต้องเข้าไปดูแล”นายศุภชัย กล่าว
น.พ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนกรณีของมาบตาพุดเป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันอยู่นาน ได้ข้อสรุปในบางเรื่องแต่ไม่ได้ลงในรายละเอียด โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็จะดำเนินการในเรื่องของประกาศในส่วนที่เกี่ยวกับการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ(HIA) และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส่วนเรื่องของการตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาดูแลก็จะต้องรอผลการประชุมของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายก่อนที่ยังมีข้อคิดเห็นไม่ตรงกันอยู่ในบางประการ
กสร.สั่งตรวจสอบแรงงานมาบตาพุดรับผลกระทบ
นายสมชาย วงษ์ทอง รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค.) ทางกรมได้สั่งให้ทางสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง เข้าไปตรวจสอบจำนวนแรงงานทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากการถูกศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ให้ชะลอการก่อสร้างทั้ง 65 โครงการ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดว่ามีจำนวนเท่าไร และอยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง เนื่องจากมีการประเมินว่าจะมีแรงงานที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ตัวเลขยังไม่ชัดเจน
การเข้าไปตรวจสอบครั้งนี้ หากพบว่าแรงงานได้รับผลกระทบก็และเข้าข่ายกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2550 โดยมีการจ้างงานชัดเจนระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง มีสัญญาจ้าง หรือไม่มี ซึ่งก็ต้องดูเป็นรายๆไป เพื่อที่ทางกสร.จะให้ความช่วยเหลือตามกฎหมายต่อไป
“เข้าใจว่ายังมีโครงการทั้งที่พร้อมดำเนินการแล้ว และโครงการที่ยังไม่พร้อมอยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเข้าไปดูว่าทั้ง 65 โครงการนั้นประกอบด้วยโครงการอะไรบ้าง และตามแผนของการขยายโรงงานนั้น จะมีการจ้างลูกจ้างกี่คน เราต้องการรู้จำนวนคนงานที่แท้จริงทั้งหมดก่อนเพื่อประเมินความเสียหาย” นายสมชาย กล่าว
ด้านนายพีรพัฒน์ พรศิริเลิศกิจ รองอธิบดี กสร. กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นที่นิคมอุสาหกรรมมาบตาพุดนั้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุน ที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางออก ขณะนี้ทางกระทรวงแรงงานโดยนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.กระทรวงแรงงาน กำลังระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินความเสียหายและหาทางเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด
ขณะเดียวกัน มองว่าการลงทุนทำธุรกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการเองต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายใหม่ๆมากขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสังคม เนื่องจากปัจจุบันภาคประชนมีความเข้มแข็ง และมีความรู้เข้าถึงแหล่งข้อมูลมากกว่าสมัยก่อน ทั้งกระบวนการตรวจสอบก็สูงขึ้น
“อยากให้ภาคธุรกิจหันมาใส่ใจเรื่องของ CSR หรือการคืนประโยชน์ให้แก่สังคมให้มากขึ้น เชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิดแน่นอน”นายพีรพัฒน์ กล่าว



