ข่าว

ศาลเขมรตัดสินจำคุกวิศวกรไทย7ปีปรับ1แสน

ศาลเขมรตัดสินจำคุกวิศวกรไทย7ปีปรับ1แสน

09 ธ.ค. 2552

ศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก"ศิวรักษ์ ชุติพงษ์" วิศวกรชาวไทย 7 ปี ปรับ 1 แสนบาท ข้อหาจารกรรมข้อมูลการบินของ "ทักษิณ" บัวแก้วมั่นใจผลตัดสินไม่ขยายเป็นปมการเมืองระหว่างประเทศ ด้านแม่วิศวกรเครียดขณะฟังการสืบพยาน ขณะที่ลูกชายมีสีหน้าและกำลังใจดี

คณะผู้พิพากษาศาลประเทศกัมพูชาได้เริ่มพิจารณาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 8 ธันวาคม โดยมีครอบครัวของนายศิวรักษ์พร้อมด้วยตัวแทนของกระทรวงการต่างประเทศได้เดินทางไปให้กำลังใจด้วย

นายศิวรักษ์ ให้การต่อศาลกัมพูชา โดยยืนยันว่า ไม่ได้โจรกรรมข้อมูลอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ยอมรับว่ารู้จักกับนายนายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ มาเกือบ 2 ปี แต่ไม่ได้ติดต่อหรือสนิทสนมกัน

แต่รับว่านายคำรบได้โทรศัพท์สอบถามเรื่องเที่ยวบินในฐานะที่เขาทำงานด้านนี้ เขาจึงได้สอบถามเพื่อนที่ทำงานด้วยกันที่เป็นชาวกัมพูชา และเพื่อนได้ส่งก๊อปบี้ให้ แต่เขาไม่ได้ส่งต่อให้นายคำรบ  นอกจากนี้เขายืนยันว่า การสอบถามเพื่อนชาวกัมพูชาไม่ได้เป็นความลับ เป็นเรื่องปกติของการทำงาน 

หลังจากนั้นศาลได้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์อีก 2 ปาก ซึ่งเป็นพนักงานชาวกัมพูชาของบริษัทกัมพูชาแอร์ทราฟฟิคเซอร์วิส หรือ CATS โดยปากแรก ให้การว่า นายศิวรักษ์ได้มาสอบถามเรื่องตารางการบิน จึงได้เดินขึ้นไปที่ชั้น 3 ภายในที่ทำงานพร้อมกับนายศิวรักษ์เพื่อดูตารางการบิน จากนั้นนายศิวรักษ์ ได้จดข้อมูลใส่มือ ซึ่งส่วนตัวพยานมองว่า เป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นนายศิวรักษ์ ได้ดำเนิน
การอย่างไรต่อไป ส่วนพยานโจทก์ปากที่ 2 เป็นวิศวกรของบริษัท ให้การต่อศาลว่า เห็นนายศิวรักษ์ และพยานปากแรกเดินขึ้นมาที่ชั้น 3 เพื่อดูตารางการบิน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และไม่รู้ว่า ทั้ง 2 คนดำเนินการอย่างไรต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเวลาการเบิกความของนายศิวรักษ์มีสีหน้าและกำลังใจดีมาก และตอบคำถามชัดเจน ขณะที่นางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาที่เข้าฟังการพิจารณาคดีด้วยมีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนกัมพูชาและสื่อมวลชนไทยจำนวนมาก บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีผู้สน ใจเข้าฟังเต็มห้อง ซึ่งนางสิมารักษ์ น้องชาย และเพื่อนร่วมงานของนายศิวรักษ์ เข้าไปให้กำลังใจตั้งแต่เช้า โดยนั่งบนเก้าอี้แถวที่สอง ห่างจาก นายศิวรักษ์ เพียง 2 เมตร และตลอดการพิจารณาคดี นางสิมารักษ์ สีหน้าเคร่งเครียดตลอด

ต่อมาเวลา 16.30 น. ผู้พิพากษาศาลกัมพูชาได้อ่านคำพิพากษา ตัดสินว่าข้อมูลการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นความลับ ซึ่งการนำเอาข้อมูลดังกล่าวไปบอกคนอื่นถือว่าเป็นการละเมิดขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยให้แก่บุคคลระดับสูงของกัมพูชา

 "แผนการบินของท่านทักษิณมีความสำคัญมากกับรัฐบาลไทยจริง แต่ข้อมูลนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับทักษิณได้ ทักษิณเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา และกัมพูชามีพันธะหน้าที่ที่จะต้องรักษาความปลอดภัยให้แก่เขา" ผู้พิพากษาเขมรกล่าว ก่อนจะสั่งลงโทษจำคุก 7 ปีนายศิวรักษ์ และปรับอีก 10 ล้านเรียล ซึ่งถือเป็นโทษขั้นต่ำสุดในข้อหาสายลับ ซึ่งมีระวางโทษจำคุก 7-15 ปี" และทันทีที่ศาลอ่านคำตัดสินจบลง นางสิมารักษ์ถึงกับร้องไห้

บัวแก้วพร้อมให้การช่วยเหลือ"ศิวรักษ์" 

 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้มีอยู่ 2 แนวทาง กระทรวงการต่างประเทศจะประสานผ่านกรมการกงสุล ไปยังนางสิมารักษ์ ณ นครพนม เกี่ยวกับการตัดสินใจจะยื่นอุธรณ์ต่อไปหรือไม่ หากไม่ยื่น ก็เสมือนกันยอมรับผิด โดยรัฐบาลก็พร้อมจะดำเนินการยื่นขออภัยโทษ ส่วนจะใช้ระยะเวลาเท่าไรนั้น นายเขียว สัมโบ ทนายความของนายศิวรักษ์จะเป็นผู้ดูรายละเอียด

กต.มั่นใจผลคดีไม่ขยายเป็นปมการเมืองระหว่างปท.

  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชวนนท์ กล่าวว่า  ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นเช่นไร และนายศิวรักษ์จะมีความผิดหรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีผล หรือขยายวงกว้างไปเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ ถ้ายืนอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล และเรื่องนี้ไม่ใช่คดีของประเทศ พร้อมขออย่าเอาชีวิตของศิวรักษ์เป็นเกมการเมืองระหว่างกัน

 ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษให้นายศิวรักษ์นั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า ต้องดูว่านายศิวรักษ์มีความผิดเพราะอะไร เป็นความผิดที่แท้จริงหรือถูกปิดบังความผิดที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ และต้องดูว่าเรื่องดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของกัมพูชาจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หลังเปลี่ยนทนายความใหม่ กระทรวงการต่างประเทศได้สนับสนุนข้อมูลให้ แต่ในส่วนของกระทรวงฯยังไม่มีการเตรียมการขอพระราชทานอภัยโทษ เพราะไม่ทราบกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชาว่าเหมือนกับกระบวนการยุติธรรมของไทยหรือไม่ แต่กระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมให้การช่วยเหลือ และต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชาตามขั้นตอนต่อไป สำหรับกระแสข่าวที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ร่างหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษเตรียมไว้แล้วนั้น ถือเป็นการเตรียมการ แต่ในส่วนของกระทรวงฯยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว

 เมื่อถามว่ากระทรวงการต่างประเทศตกเป็นรองพรรคเพื่อไทยหรือไม่ในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือนายศิวรักษ์ นายชวนนท์ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างต็มที่ และไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือจากฝ่ายใด แต่ถ้าใครจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นประโยชน์แก่ประเทศ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องการให้มีความจริงใจ

พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกลาโหม กล่าวกรณีพรรคเพื่อไทยทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษให้นายศิวรักษ์ ชุติพงศ์ วิศวกรชาวไทยที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุม ว่า พรรคเพื่อไทยทำเพื่อการเมืองของพรรคเพื่อไทย แต่ที่พูดขึ้นมาลอยๆ ว่าไม่เกี่ยวกับการเมืองเป็นเรื่องของคนไทยที่ถูกจับกุมและพยายามช่วยเหลือ ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศก็กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนจะเป็นการจัดฉากหรือไม่นั้น ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

 เมื่อถามว่า จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์รัฐบาลหรือไม่ พล.อ.อภิชาติ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามดูแลเรื่องนี้เต็มความสามารถ ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้รัฐบาลต้องทำงานตามหน้าที่ แต่เมื่อมีเรื่องของการไปร้องขอพรรคการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้านให้เข้ามาช่วยดูแล ก็เป็นเรื่องของความเป็นแม่พยายามที่จะดูแลทุกอย่างเพื่อให้ลูกของตัวเองพ้นผิดให้ได้ทุกวิถีทาง เป็นใครคงต้องทำอย่างนั้นจึงต้องให้ความเป็นธรรมกับทางผู้เป็นแม่ด้วย