ข่าว

ชี้ราคาสินค้าเกษตรปีหน้าพุ่ง 10-20%

ชี้ราคาสินค้าเกษตรปีหน้าพุ่ง 10-20%

08 ธ.ค. 2552

คาดราคาสินค้าเกษตรปี 2553 เพิ่มขึ้น 10-20% จากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น เอกชนแนะทำยุทธศาสตร์ระยะยาว เจาะรายสินค้า รักษาระดับราคา ลดต้นทุน

นายอำพน กิตติอำพน ประธานคณะกรรมการประสานการดำเนินงานโครงการประกันรายได้เกษตรกร กล่าวว่า จากสถานการณ์ความต้องการสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ราคาผลิตผลด้านการเกษตรที่สำคัญของไทยหลายประเภท เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด และอ้อย ปรับตัวดีขึ้นมาก และคาดว่าในปี 2553 ราคาผลิตผลหลักของไทยจะมีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10-20% ส่งผลให้การบริโภคของประชาชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ปีหน้า ทำให้รัฐบาลจ่ายเงินส่วนต่างในการชดเชยราคาสินค้าเกษตรทั้ง 3 ประเภทลดลง จากเดิมที่ตั้งวงเงินไว้ 4.3 หมื่นล้านบาทแน่นอน

 โดยความต้องการสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นนั้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรหลายตัวราคาดีขึ้นมา เช่น มันสำปะหลังวันนี้ราคาพุ่งไปถึง 2.35 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ส่วนข้าวหอมมะลิที่ขายกันในตลาดก็เกินราคาประกัน และข้าวเจ้าราคาเกินหมื่นกว่าบาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่รัฐประกันไว้ที่ 1 หมื่นบาทต่อตัน ขณะที่ข้าวเหนียวราคาก็ทะลุเข้าไป 9,800 บาทต่อตันแล้ว และข้าวโพดราคาไปที่อยู่ที่ 7 บาทกว่าต่อกิโลกรัม

 ส่วนการประชุมคณะกรรมการประสานงานฯ ได้หารือถึงการตรวจสอบ ติดตามและแก้ปัญหาอุปสรรคโครงการประกันรายได้ ซึ่งต้องมีการปรับปรุงหลายด้าน เช่น เรื่องการกำหนดระยะเวลาการเริ่มโครงการให้เหมาะสม การให้เกษตรกรใช้สิทธิ์ได้ตรงกับเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิต ส่วนกระทรวงเกษตรฯ ต้องไปเตรียมตัวเรื่องจดทะเบียนเกษตรกรให้ถูกต้อง

 ด้านนายปราโมทย์ วานิชนนท์ กรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรทุกชนิดดูเหมือนดี แต่ต้องดูว่าคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนมากขึ้น ในขณะที่ราคาที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากความต้องการที่มากขึ้น ทำให้มองภาพราคาที่เหมาะสมไม่ชัด ซึ่งภาครัฐต้องมียุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อรักษาระดับราคาเอาไว้และลดต้นทุนให้ต่ำสุด สร้างกำไรให้เกษตรกรสูงสุด

 "ต้องเริ่มจากการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าอนาคต 10-20 ปี ต้องมีคนสืบทอดการทำนา ในรูปของอาชีพที่มีอนาคต มีคุณภาพชีวิตที่ดี ยกระดับให้ดีขึ้น สร้างความมั่นคง ส่งเสริมปัจจัยต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง" นายปราโมทย์ กล่าวและว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ต้องแยกแต่ละประเภทสินค้าที่สามารถปฏิบัติได้ โดย สศก.ควรเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบสัญญาณเตือนยุทธศาสตร์ เพื่อปรับกระบวนการยุทธศาสตร์ให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและการค้าเสรี