ข่าว

"นายกฯ"ร่ายยาวปาฐกถาพิเศษ"วันนักข่าว"ลั่นมั่นใจปฎิรูปการเมืองเกิดขึ้นได้แน่

"นายกฯ"ร่ายยาวปาฐกถาพิเศษ"วันนักข่าว"ลั่นมั่นใจปฎิรูปการเมืองเกิดขึ้นได้แน่

05 มี.ค. 2552

"นายกฯอภิสิทธิ์"ร่ายยาวปาฐกถาพิเศษ"วันนักข่าว" ลั่นมั่นใจปฎิรูปการเมืองเกิดขึ้นได้แน่ไม่เกิน 3 ปีนี้ ชี้หากรัฐบาลไม่เกิดอุบัติเหตุไปก่อนไทยได้ปฎิรูปการเมืองแน่ วอนพระปกเกล้าฯเข้ามาเป็นคนกลางดำเนินการ ระบุ"ทักษิณ-คนเสื้อแดง"เคลื่อนไหวต้านเป็นธรรมดา แต่ห้า

(5มี.ค.) เมื่อเวลา 19.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาดินเนอร์ทอล์ค จัดโดยนักข่าวนักหนังสือแห่งประเทศไทย ในหัวข้อการปฎิรูปการเมือง โดยนายกฯได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ในเรื่องการปฎิรูปการเมือง มีโจทย์ใหญ่ที่หลากหลาย ที่จะต้องนำไปสู่การปฎิรูปการเมือง ซึ่งการปฎิรูปการเมืองในครั้งนี้  ต้องทำให้นิ่งและให้คนส่วนใหญ่ยอมรับมากที่สุด ซึ่งท่ามกลางควมขัดแย้งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งๆไม่เห็นด้วยกับการปฎิรูปการเมืองการปฎิรูปการเมืองก็จะไม่สำเร็จ เพราะจะเกิดความไม่ไว้ใจซึ่งการและกัน

 ทั้งนี้การปฎิรูปในส่วนของฝ่ายค้านกับรัฐบาล จากการที่ได้พูดคุยกัน ก็เห็นว่ากระบวนการไปเริ่มต้นที่สถาบันพระปกเกล้าฯ ซึ่งคณะกรรมการสภาสถาพระปกเกล้าฯจะตัดสินใจในวันจันทร์นี้ ว่าจะรับจะเข้ามาเป็นคนกลางในเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งตนอยากจะให้สถาบันพระปกเกล้าฯเข้ามาเป็นคนกลาง ทั้งนี้โจทย์ใหญ่ในทัศนะของตนเรื่องการปฎิรูปการเมือง คือ เรื่องเศรษฐกิจและทรัพยากร ที่กลุ่มคนจะเข้าไปหาผลประโยชน์และแย่งชิงทรัพยากร ดังนั้นการวางระบบการเมืองให้สมดุลย์ เพื่อให้เดินคือการทำความเข้าใจว่ากรอบวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย. คือ รัฐบาลจะต้องมีขอบเขตและมีอำนาจที่จำกัด โดยหัวใจของการปฎิรูปการเมือง ต้องรู้ว่าแค่ไหนคือเรื่องการเมือง แค่ไหนคือนอกเหนือการใช้อำนาจทางการเมือง เพราะอำนาจนักการเมืองเป็นเพียงส่วนประหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คือ ทุกคนเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปกองไว้ที่การเมือง คิดว่าคนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลจะเป็นคนที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ มองว่าถ้ามาจากเสียงข้างมากจะทำได้ทุกอย่าง ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะเสียงข้างมากที่เราพูดเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายการบริหารประเทศเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อชนะเลือกตั้งแล้วจะใช้อำนาจที่ผิดกฎหมายได้ และไปจำกัดสิทธิ์เสียงของคนส่วนน้อย แทรกแซงสื่อมวลชน ใช้อำนาจในการหากินกับพวกพ้อง ดังนั้นอำนาจที่มีจะต้องถูกตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ลำบาก ในการที่เราจะหาเส้นแบ่งตรงนี้ ที่จะทำให้กลไกการตรวจสอบให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย ทั้งนี้ในสังคมประชาธิปไตย การแสดงความรับผิดชอบถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

 นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ไม่ว่าการปฎิรูปการเมืองครั้งนี้จะได้รัฐธรรมนูญแบบใด แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมือง และไม่สร้างค่านิยมการในการแก้ปัญหาต่างๆ เราคงจะปฎิรูปการเมืองคงไม่ได้ ทั้งนี้คิดว่าการปฎิรูปการเมืองครั้งนี้ สื่อมวลชนจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการเมือง และปฎิรูปการเมือง โดยถ้าสื่อกระพือค่านิยมที่ว่าใครหลบเลี่ยงเป็นคนเก่ง ผู้ที่ถืออำนาจเป็นผู้ชนะและถูกต้อง เราก็จะไม่ได้ระบบการเมืองที่ดี วันนี้ทุกคนได้รับบทเรียนกันหมดแล้ว ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญ ถือว่าประเทศไทยรู้มากที่สุด เพราะมีการประสมประสานรัฐธรรมนูญของหลายประเทศในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาเราได้ให้ความสำคัญกับนักการเมืองมากเกินไป ตนมีความหวังและเชื่อมั่นว่าเราจะพบความสำเร็จในระบอบประชาธิปไตย เพราะว่าทุกประเทศมีความต้องการเดียวกัน คือ ต้องการศักดิ์ศรีและกำหนดอนาคตของตนเอง และประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง คือ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอื่น ทั้งนี้ตนในส่วนที่รับผิดชอบ ในเรื่องของการปฎิรูปการเมือง คือ อยากจะให้เดินหน้าไปได้ ไม่นำไปสู่ความรุนแรง สมานแผลที่เกิดขึ้น ถ้าปฎิรูปการเมืองสำเร็จ ตนก็ถือว่าสมหวังแล้ว เพราะทำให้บ้านเมืองกลับสู่สังคมที่ดี

 จากนั้นมีการซักถามโดยนายสรยุทธ ์ สุทัศน์จินดา  ได้ถามนายกรัฐมนตรีว่าจะใช้เวลาเท่าไรที่จะทำให้การเมืองนิ่ง  นายกฯ กล่าวว่า การเมืองคงจะไม่ราบเรียบร้อย 100 % ถ้านิ่งมากๆ ก็จะเน่าเหม็นเหมือนน้ำ จะต้องมีแรงกระเพื่อมบ้าง แต่ก็ไม่อยาให้ถึงขั้นเป็นพายุหรือสึนามิ ซึ่งสองเดือนที่เข้ามา ก็เชื่อว่าปชช. ส่วนใหญ่เริ่มสัมผัสได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะมีการชุมนุมอยู่บ้าง แต่ไม่มความรุนแรง และถ้ารัฐบาลไม่ไปท้าทาย  ตนก็เชื่อว่าปชช.ส่วนใหญ่ก็ยังอยากให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ สำหรับความเคลื่อนไหวของทักษิณ และคนเสื้อแดงนั้น ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเคลื่อนไหว และตนก็ไม่มีหน้าที่ ที่จะห้ามไม่ให้มีการชุมนุม ซึ่งการที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศว่าจะไปเคลื่อนไหวในช่วงที่ตนลงพื้นที่ เรื่องนี้ทำได้ถ้าเป็นการชูป้าย ซึ่งถือว่าเป็นแสดงออกต่างๆ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทำร้ายใคร ทั้งนี้รัฐบาลจะใช้วิธีการทางกฎหมายที่นุ่มนวลมากที่สุด และยืนยันความเป็นนิติรัฐ      
   
 เมื่อถามว่า 3 ปีจะเห็นความชัดเจนในการปฎิรูปการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่น่าจะนานขนาดนั้น เชื่อว่าน่าจะเร็วกว่านั้น เมื่อถามว่าจะทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าอายุรัฐบาลชุดนี้จะอยู่นานแค่ไหน แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ก็หวังว่ากระบวนการปฎิรูปการเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้

 เมื่อถามถึงความเห็นของมาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค และมาตรา 190 และกม.นิรโทษกรรม มีความเห็นอย่างไร นายกฯ  กล่าวว่า มาตรา 237 ตั้งแต่แรกโดยหลักแล้วเราไม่เห็นด้วย เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่ล่อแหลมมาก หากกก.บห.ของพรรคเพียงคนเดียวไปทำผิกกฎหมายเลือกตั้ง ก็จะถูกยุบพรรคในทันที แต่เราก็ยอมรับ โดยตนเป็นคนแรกที่ออกมาบอกว่าจะตนเห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้ถ้าตนไปเสนอแก้ก็จะต้องถูกกล่าวหาว่าแก้เพื่อตนเอง ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีกลไก ที่ต้องหาคนเป็นกลางมาแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรเราก็ยอมรับได้ สำหรับมาตรา 190 นั้น หลักการปฎิบัติไม่ยากขนาดนั้น เพราะหลายประเทศก็ให้สภาดูในเรื่องการทำสัญญากับต่างประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ ก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน และมีการเอาเปรียบในการเจรจามากที่สุด โดยอ้างว่ารัฐสภาไม่เห็นด้วย ดังนั้นจึงอยู่ที่ฝ่ายผู้บริหารจะใช้ อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบ คือ เราไม่มีความชัดเจนในเรื่องของหลักว่ากฎหมายอะไรจะต้องเอาเข้าสู่การพิจารณาของสภาบ้าง อย่างไรก็ตามเราก็ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ได้ ทั้งนี้รัฐบาลจะนำเรื่องการขอกู้เงินจากต่างประเทศเข้าพิารณาในสภาด้วย แต่ว่าปัญหากรณีของกองทัพจะต้องซื้อาอวุธ แบบรัฐต่อรัฐคงจะเปิดเผยไม่ได้ ดังนั้นกำลังคิดหาวิธีแก้ปัญหา เพราะตามกฎหมายจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสภา สำหรับเรื่องนิรโทษกรรม ตามหลักธรรมาภิบาลแล้ว ถ้าอะไรที่ไม่ได้ทำเพื่อตนเองก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามการที่บอกว่าการนิรโทษกรรมทำให้เกิดควาปรองดองของคนในชาติ ตนไม่เชื่อว่าเมื่อเกิดความปรองดองแล้วจะลบทุกอย่างได้ ความปรองดองก็คือผิดจะต้องว่าไปตามผิด ถูกก็ต้องว่าไปตามถูก ผิดปแล้วต้องมารับโทษ แต่ถ้าปรองดองกันโดยที่ใครทำผิดล้มไป อย่างนี้ปรองดองไม่ได้    

 เมื่อถามว่าการที่มีนักวิชาการบางส่วนผลักดันให้ยกเลิกกม.หมิ่น  นายกฯกล่าวว่า ความจริงแล้วเราไม่มีกม.พิเศษ แต่เรื่องนี้อยู่ในประมวลกม.อาญา อยู่ในลักษณะกม.ความมั่นคง ซึ่งตนคิดว่าเรามีสถาบันที่เราเทิดทูนและอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ทำไมเราจะมีกลไกที่จะมาปกป้องสถาบันของเราไม่ได้ อย่างชาวต่างชาติหลายคนได้เข้ามาถามตน ตนก็ได้บอกไปว่าต่างชาติเองก็มีกฎหมายหมิ่นศาลห้ามวิพากษ์วิจารณ์ศาล ประเทศประชาธิปไตยหลายประเทศก็มี ซึ่งปัญหาของเราคือการบังคับใช้ และสถานการณ์ทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง จนทำให้ลุกลามบานปลาย 

ตนก็ได้บอกกับผบ.ตร.ไปว่าให้ดูเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ แต่ถ้าทำไม่ดีก็จะส่งผลต่อสถาบันที่เราปกป้อง ทั้งนี้ตนไม่อยากให้ใครจงใจมาทำลายสถาบัน โดยอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งตนก็พร้อมรับฟัง และยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เมื่อมีวาระซ่อนเล้นมาก็ตนไม่รับฟัง

 "ตามปกติคนธรรมดาที่ไปหมิ่นประมาทคนอื่นก็ถูกฟ้องร้องได้เหมือนกัน ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่อยู่ดีๆ จะไปละเมิดสถาบันได้"นายกฯ กล่าว