
ประชาธิปไตยแบบไร้ศัตรู
ผมติดตามปัญหาเรื่องของมาบตาพุดอย่างห่างๆ มาเป็นเวลาสักพักหนึ่ง แต่ไม่รู้สึกว่าสังคมนี้จะให้ความสนใจเรื่องราวความขัดแย้งที่มาบตาพุดในฐานะที่มากไปกว่าเรื่องราวข่าวท้องถิ่น
ในความหมายว่า นี่คือเรื่องของปัญหามลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมในท้องที่หนึ่ง ที่มีปัญหา มีคนเดือดร้อน มีความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย
ครับผม อาจจะเป็นเพราะว่าในประการแรก ข่าวนี้คงขายไม่ได้ เพราะเราเห็นว่าข่าวนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรา
ในประการที่สอง ข่าวนี้ไม่น่าสนใจเท่าข่าวกีฬาสี ที่สีเสื้อสองสีนั้นออกมาประกาศกันไม่เว้นแต่ละวัน
สำหรับผม เรื่องปัญหามาบตาพุดนั้นสำคัญกว่าเรื่องกีฬาสีเสียอีก เพราะเป็นเรื่องที่เราเผชิญหน้ากับเรื่องในระดับนโยบาย และเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่มีใครรู้คำตอบ
ซึ่งทำให้เราจำเป็นต้องหันมาสร้างความเข้าใจและพยายามหาทางออกร่วมกันในทุกๆ ฝ่าย โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าใครเป็นศัตรูของใครได้อย่างง่ายๆ
กล่าวคือ เรากำลังเผชิญปัญหาว่า เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตกลงอุตสาหกรรมนั้นทำให้เกิดปัญหาที่นั่นได้ในระดับไหน เราเห็นอยู่ แต่เราพิสูจน์ในรายละเอียดยังไม่ได้
หรือถ้าพิสูจน์ได้ในรายละเอียด เราก็ยังไม่มั่นใจว่าเครื่องมือที่ใช้พิสูจน์นั้นจะดีพอที่จะทำให้เราคาดการณ์ไปในอนาคตได้แค่ไหน อาทิ วันนี้บอกว่ายังโอเค เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องมือของเราดีพอ (คล้ายๆ ว่า เมื่อก่อนน้ำใสไม่มีกลิ่นก็กินได้ แต่เดี๋ยวนี้เรามองเห็นมากขึ้น แล้วในอนาคตเราอาจเห็นมากขึ้นกว่านี้อีก)
นอกจากนี้ ความเสี่ยงนั้นยังเกิดปัญหาที่ตามมาในแง่ที่ว่า ทุกคนแบกรับความเสี่ยง แม้ว่าการแบกรับความเสี่ยงนี้จะยังกระจายตัวไปสถานภาพทางสังคม อาทิคนจนก็เสี่ยงมากกว่าหน่อย ปกป้องตัวเองได้น้อยกว่า
รวมไปถึงว่าเราจะต้องมีโอกาสพิจารณาร่วมกันว่า เราจะยอมรับความเสี่ยงไหม ถ้าความเสี่ยงทำให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
นี่คือภารกิจในการออกแบบสถาบันการตัดสินใจด้วยหลักประชาธิปไตยในรายละเอียด อาทิ เราจะเอาใครเข้ามานั่งคุยกันที่โต๊ะเจรจาบ้าง ถ้าบ้านเขาไม่ได้ติดกับพื้นที่โดยตรง แต่เขาได้รับผลกระทบเป็นต้น
ผมกำลังพูดถึงประชาธิปไตยที่ไร้ศัตรู ในแง่ที่ว่าเราไม่สามารถตั้งหลักการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพียงแค่ความแตกต่างทางอุดมการณ์หรือชนชั้นทางเศรษฐกิจได้อย่างง่ายๆ โดยมองว่าเป็นแค่การครอบงำหรือขูดรีด แต่เรากำลังเผชิญปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นเพราะเราต้องแบกภาระร่วมกันแม้ว่าอาจจะแบกภาระไม่เท่ากันก็ตาม ในแง่นี้การนิยามควมเป็นคนอื่น หรือเป็นศัตรูจึงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ เพียงแค่ว่าเราแตกต่างกัน
ในขณะเดียวกันเราก็นิยามความเป็นส่วนรวมได้ไม่ง่ายนัก เพราะว่าเราเองก็ยังไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า
ประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเราไม่มีผู้รู้สูงสุด และผู้รู้ก็แบกภาระคนเดียวไม่ได้ จะมีก็แต่ความความเคารพซึ่งกันและกัน ความห่วงใยซึ่งกันและกัน ซึ่งไปไกลกว่าเรื่องของศัตรูที่ทำให้เราต้องมาตั้งหลักด้วยกัน
เรื่องแบบนี้ไม่ต้องอ้างอุดมการณ์ คุณธรรมอะไรกันมาก มันเป็นเรื่องของชีวิตที่ทุกคนต้องแบกภาระของกันกันครับผม



