ข่าว

อารักขาเข้ม"อภิสิทธิ์"ไปลพบุรีเสาร์นี้"ป๋าเหนาะ"ย้ำซักฟอกไม่ลงมติ

อารักขาเข้ม"อภิสิทธิ์"ไปลพบุรีเสาร์นี้"ป๋าเหนาะ"ย้ำซักฟอกไม่ลงมติ

06 มี.ค. 2552

ระดมทหาร-ตร.1,500 นายคุ้มกัน "อภิสิทธิ์" ลงพื้นที่ลพบุรีเสาร์นี้ ผู้ว่าฯ สั่งตั้งด่านสกัด แฉเสื้อแดงระดม 1 หมื่นคน รอขับไล่นายกฯ เพื่อไทยส่อเลื่อนอภิปรายไปหลังสงกรานต์ "ป๋าเหนาะ" ย้ำจุดยืนเดิมยื่นซักฟอกไม่ลงมติ

การลงพื้นที่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ จ.ลพบุรี ในวันเสาร์ที่ 6 มีนาคมนี้ แม้จะเป็นเขตพื้นที่ทหาร แต่เพื่อความไม่ประมาท ภาครัฐมีการระดมกำลังทหาร ตำรวจ ในการคุ้มกันความปลอดภัยนายกรัฐมนตรี หลังจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศจะนำมวลชนกลุ่มเสื้อแดงไปขับไล่
 นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มม็อบเสื้อแดงประกาศจะติดตามไปขับไล่นายกรัฐมนตรีในทุกจุด ในระหว่างการลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม ว่า หากไปเพื่อแสดงออกก็ไม่เป็นไร คิดว่าไม่น่าจะมีการขัดขวางการไปทำหน้าที่
 “ผมไปทำงาน ไม่ไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ผมมีหน้าที่ทำงานให้ประชาชน และเจ้าหน้าที่คงดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้” นายอภิสิทธิ์กล่าว
"สุเทพ"ขู่เด้งขรก.หากเกิดเหตุวุ่นวาย
 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยืนยันว่า ครม.จะลงพื้นที่ให้ครบทั้ง 76 จังหวัดโดยไม่มีการยกเลิกโครงการ และไม่ได้เป็นการวัดใจผู้ว่าฯ รวมทั้งการลงพื้นที่ก็ไม่ได้เป็นการยั่วยุ อย่างไรก็ตาม หากจะมีกลุ่มเสื้อแดงมาชุมนุมประท้วงจนเกิดความรุนแรงผู้ว่าฯ ต้องรับผิดชอบ และถ้าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่จัดการตนจะจัดการเอง
 "ไม่ใช่เชือดไก่ให้ลิงดู แต่คนกินภาษีประชาชนต้องทำหน้าที่ ถ้าไม่ทำก็ต้องให้คนอื่นที่เขาขยันกว่าไปทำ การละเลยไม่ทำหน้าที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถ้าทำให้เสียหายก็เป็นหน้าที่ผู้บังคับบัญชาที่จะพิจารณา" นายสุเทพกล่าว  
คาดโทษผบช.ภาค-ผบก.จว.รับผิดชอบ
  พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงแนวทางรักษาความปลอดภัย ครม.ที่จะลงพื้นที่ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้กำชับให้ทุกหน่วยวางแผนกำหนดมาตรการและแนวทางปฏิบัติหากเกิดเหตุวุ่นวายในพื้นที่ โดยให้ระดับผู้บัญชาการภาค และผู้บังคับการจังหวัด รับผิดชอบดูแลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งประสานกองบัญชาการตำรวจสันติบาลในด้านการข่าวติดตามประเมินสถานการณ์ พร้อมทำแผนเผชิญเหตุ เตรียมรับมือโดยยึดตามแผนรักษาความสงบเรียบร้อยของตำรวจ หรือแผนกรกฎ 48 และประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งฝ่ายปกครองและทหาร เพื่อขอความสนับสนุนในการเตรียมพร้อม
 พล.ต.ท.วัชรพลกล่าวอีกว่า ตำรวจยังเตรียมกำลังสนับสนุนจากกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองพลาธิการและสรรพาวุธ ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาวุธและตรวจสอบวัตถุระเบิด เพื่อป้องกันเหตุรุนแรง เนื่องจากเคยมีสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
 พล.ต.ท.วัชรพลกล่าวต่อว่า ผู้บัญชาการภาคและผู้บังคับการจังหวัดต้องดูแลพื้นที่สืบสวนหาข่าวและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด หากมีข่าวที่เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายหรือเกี่ยวกับรัฐมนตรีคนไหน ก็ต้องแจ้งรัฐมนตรีเพื่อประกอบการพิจารณาและวางแผนการทำงาน หากเกิดความผิดพลาดในการทำงานเกิดความวุ่นวายในพื้นที่ ตามขั้นตอนก็ต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริง ตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือได้รับโทษทางอาญา แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าทำตามหน้าที่กฎระเบียบของกฎหมายก็จะได้รับความคุ้มครอง
ระดมทหาร-ตร.1,500 นายคุ้มกันนายกฯ
 นายจารุพงศ์ พลเดช ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า จังหวัดมีการประชุมร่วมข้าราชการทุกหน่วยงานในวันที่ 5 มีนาคมนี้ โดยวางมาตรการไว้ 3 มาตรการ คือ ป้องกัน ควบคุม และปราบปราม ทั้งนี้ จะมีการใช้กำลังในการรักษาความเรียบร้อยจากพลเรือน ตำรวจ ทหาร ประมาณ 1,500 นาย เชื่อว่าจะสามารถควบคุมรักษาความปลอดภัยการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้
 ผู้ว่าฯ ลพบุรีกล่าวอีกว่า เบื้องต้นทราบว่าแกนนำกลุ่มเสื้อแดงมีการวางแผนระดมพลจาก จ.ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กว่า 1 หมื่นคน เพื่อมาขับไล่นายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องมีการประเมินอีกครั้ง และจะพยายามชี้แจงทำความเข้าใจกลุ่มผู้ชุมนุมให้ชุมนุมในกรอบกฎหมาย แต่ขอยืนยันว่าจังหวัดมีความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย
 การป้องกันหากกลุ่มผู้ชุมนุมใช้วิธีปาไข่ นายจารุพงศ์กล่าวว่า มีมาตรการควบคุมอยู่แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย ขออุบไว้ก่อน ต้องขอสงวนเพื่อความสะดวกในการควบคุมดูแล
ผบ.ทบ.เชื่อตร.ดูแลนายกฯลงลพบุรีได้
 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.ลพบุรี ของนายกรัฐมนตรี ว่า ตำรวจยังไม่ได้ร้องขอกำลังจากฝ่ายทหารมา อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าสถานการณ์ไม่น่าจะเกินความสามารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกคนก็คิดเหมือนกันว่าอยากให้สถานการณ์ของความขัดแย้งยุติลงและประเทศสามารถเดินหน้าไปได้ โดยที่ความขัดแย้งไม่ก่อให้เกิดปัญหามากขึ้น เพราะจะส่งผลเสียต่อประเทศชาติ
นปช.ระดมเสื้อแดงซ้อมตีนตบรอขับไล่
 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำ นปช.กล่าวว่า นปช.กำลังระดมคนเสื้อแดงจากจังหวัดภาคกลาง เพื่อไปดักรอการปรากฏตัวของนายอภิสิทธิ์ ที่จะลงพื้นที่พบประชาชนใน จ.ลพบุรี วันที่ 7 มีนาคมนี้
 "ขณะนี้คนเสื้อแดงเตรียมการต้อนรับนายอภิสิทธิ์อย่างเต็มที่ทั้ง 5 จุด ทั่วจังหวัด โดยระดมคนเสื้อแดงจากจังหวัดภาคกลาง เช่น สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ไปร่วมต้อนรับ"
 เมื่อถามว่า จ.ลพบุรี เป็นพื้นที่ของทหาร นายจตุพรกล่าวว่า คนเสื้อแดงไม่มีความกังวล เพราะคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นนายทหารมีตำแหน่งสูง ไม่มีใครมุ่งร้ายต่อนายกฯ ดังนั้น รมว.มหาดไทย จึงไม่จำเป็นต้องสั่งอารักขามากเป็นพิเศษ
  นายจตุพรยังกล่าวถึงการจัดเวทีสัญจรของคนเสื้อแดงวันที่ 8 มีนาคม ที่ จ.ขอนแก่น บริเวณศูนย์ราชการจังหวัด ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินในเวลา 18.30 น. ขณะนี้ทราบว่าผู้ว่าฯ ขอนแก่นพยายามขัดขวางการจัดงานนี้
 "นายกฯ พูดแบบนักการเมืองแต่ไม่ทำ ตรงกันข้ามกับคดีที่คนเสื้อแดงที่ไปทำร้ายร่างกายทหาร แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับใช้เวลาออกหมายจับแค่ 7 วัน อยากถามว่า สตช.ใช้ส้น...อะไรคิด หรือต้องการย่ำยีจิตใจคนเสื้อแดง เพราะคดีของพันธมิตร 100 กว่าคดีไม่ดำเนินการอะไรเลย" นายจตุพรกล่าว
 นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การชุมนุมขับไล่นายกฯ ของคนเสื้อแดง ไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเป็นเรื่องของภาคประชาชนมาขับไล่ด้วยตัวของเขาเอง ไม่มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง
ผู้ว่าฯเชียงรายไม่น้อยใจถูกย้ายเข้ากรุ
 นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวถึงสาเหตุถูกคำสั่งย้ายด่วนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ให้มาช่วยราชการกระทรวงมหาดไทยว่า ไม่ทราบสาเหตุลึกๆ ของคำสั่งครั้งนี้ ต้องไปถามนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเอง ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกน้อยใจแต่อย่างใด เพราะการเป็นข้าราชการต้องเชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาอยู่แล้ว อีกทั้งเคยมีประสบการณ์เป็นรองผู้ว่าฯ ถึง 10 ปี เรื่องนี้จึงไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าสาเหตุถูกย้ายเป็นเพราะมีความสนิทสนมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช หรือไม่ รู้แต่ว่าได้มาเป็นผู้ว่าฯ ที่นี่ เพราะได้รับการโปรดเกล้าฯ มา
มท.ปัดการเมืองแทรก-สุเทพยันไม่เกี่ยว
 นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการออกคำสั่งย้ายผู้ว่าฯ เชียงราย มาช่วยราชการกระทรวงมหาดไทย ว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง หรือความขัดแย้งในพื้นที่ อีกทั้งฝ่ายการเมืองก็ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นการร้องเรียนเรื่องการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์
 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการย้ายผู้ว่าฯ จ.เชียงราย ว่า  ต้องไปถาม รมว.มหาดไทยเอง ตนไม่ทราบและไม่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายครั้งนี้และไม่รู้ว่าเป็นคนของใครด้วย
ศาลอนุมัติหมายจับ 6 นปช.รุมตื้บทหาร
 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ได้มารับทราบคำสั่งที่ยื่นคำร้องขออนุมัติออกหมายจับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. 7 คน ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน และข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว กรณีก่อเหตุรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา
 ศาลได้เปิดห้องพิจารณาคดี 807 ไต่สวนพนักงานสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งพนักงานสอบสวนนำส่งภาพถ่ายผู้ต้องสงสัยขณะก่อเหตุ ภาพถ่ายบาดแผลของผู้บาดเจ็บ ใบรับรองแพทย์ และเอกสารคำให้การของผู้บาดเจ็บ เสนอต่อศาล หลังจากนั้นศาลมีคำสั่งอนุมัติออกหมายจับ 6 คน ส่วนผู้ต้องหาอีก 1 คน ไม่ปรากฏใบหน้าให้เห็นอย่างชัดเจน
 ทั้งนี้ ผู้ต้องหา 6 คนที่ถูกออกหมายจับ ได้แก่ 1.นายยักษ์ ไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุล 2.ชายไทยไม่ทราบชื่อและนามสกุล อายุประมาณ 30 ปี 3.นางนฤมล หรือจ๋า วรุณรุ่งโรจน์ 4.ชายไทยไม่ทราบชื่อและนามสกุล อายุประมาณ 37 ปี 5.นายกิตติศักดิ์ จีนขจร และ 6.ชายไทยไม่ทราบชื่อและนามสกุล อายุประมาณ 20 ปี
นายกฯ เมินดึงพผ.-ปชร.ร่วมรัฐบาล
 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เสนอให้เปิดการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ จะทำให้ฝ่ายค้านไม่มีความเป็นเอกภาพและจะทำให้การอภิปรายลดน้ำหนักลงหรือไม่ ว่า เป็นเรื่องของการแสดงจุดยืนของแต่ละคน แต่ละพรรค อย่างไรก็ตาม การอภิปรายโดยไม่ลงมติต้องเสนอโดยรัฐบาลหรือเป็นเรื่องการประชุมร่วมกัน แต่ทั้งนี้การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านต้องพูดคุยกันเองมากกว่า
 นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า นายเสนาะไม่เห็นด้วยกับการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะมีวาระซ่อนเร้นต้องการจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่มีการติดต่อ ไม่มีการทาบทาม ในส่วนของรัฐบาลก็ยืนยันแล้วว่าที่ทำงานร่วมกันอยู่ตอนนี้ทำไปด้วยความเรียบร้อย แต่ละคนก็ทำหน้าที่ของตัวเอง
 เมื่อถามว่าอยากได้เสียง ส.ส.จากพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคประชาราชหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นธรรมชาติของระบบ แต่ที่จริงตอนนี้ไม่มีความคิดที่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะไม่อยากให้พรรคที่ทำงานในรัฐบาลเสียสมาธิ
 “มีเสียงมาก ก็ทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ตอนนี้ถือว่าทำงานได้ งานสำคัญหรือนโยบายสำคัญของรัฐบาล เราก็ผลักดันให้ผ่านไปได้ เช่น การประชุมสภา ก็มีการผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย มั่นใจว่ามีข้อมูลที่สามารถล้มรัฐบาลได้นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ต้องรอดูการอภิปรายฯ แต่ไม่คิดว่ามีประเด็นอะไรที่จะล้มรัฐบาลได้
เสนาะหยามข้อมูลเพื่อไทย "ไร้สาระ"
 นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช  กล่าวกรณีที่พรรคเพื่อไทยนำโดยนายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้านจะเข้าพบ เพื่อหารือกรณีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในวันที่ 5 มีนาคม ว่า ยังไม่เห็นมีใครมานัดเลย ตนยังยืนยันที่เสนอความเห็นก่อนหน้านี้ว่า ควรจะเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ จะดีกว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
 ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยจะนำข้อมูลใหม่ในการอภิปรายมาให้พิจารณา เพื่อให้ตัดสินใจเข้าร่วมอภิปรายอีกครั้ง นายเสนาะกล่าวว่า ยังไม่เห็นมีใครนำข้อมูลมาให้ดู เบื้องต้นเท่าที่มีการเปิดข้อมูลตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระ และอาจจะทำให้บ้านเมืองพังพินาศ เพราะถ้าจะเอาเรื่องส่วนตัวหรือเล่นการเมืองแบบเก่าตรงนี้ ขอยืนยันว่าไม่เอาด้วยแน่ เพราะอยากให้ประชาชนตัดสินใจว่ารัฐบาลชุดนี้บริหารบ้านเมืองได้ตามที่ประชาชนหวังหรือไม่
"สมชาย-เชษฐา"กล่อมเสนาะร่วมซักฟอก
 เมื่อเวลา 19.00 น. นายวิทยา บุรณศิริ ได้นัดหารือกับนายเสนาะ เทียนทอง ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เกี่ยวกับการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยการหารือมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมด้วย
 ต่อมาเวลา 19.30 น. นายเสนาะพร้อมด้วยนายสรวงศ์ เทียนทอง นายฐานิสร์ เทียนทอง และ นพ.สุทธิชัย จันทร์อารักษ์ อดีต ส.ส.ยโสธร พรรคไทยรักไทย มาร่วมหารือ รายงานข่าวแจ้งว่า นายวิทยาพยายามประสานผ่านนายฐานิสร์ให้ดึงนายเสนาะมาร่วมหารือด้วย โดยนายวิทยาได้นำข้อมูลที่จะนำไปใช้ในการอภิปรายมาให้นายเสนาะดูด้วย
 ด้านนายสมชายกล่าวว่า ที่มาวันนี้เพราะได้รับแจ้งจากนายวิทยาว่า ได้นัดนายเสนาะรับประทานอาหารเย็น จึงมาด้วย และไม่ได้มาเป็นกาวใจอย่างที่มีข่าว ตนเคารพนับถือนายเสนาะเป็นการส่วนตัว ส่วนภารกิจเรื่องการเมืองอื่นๆ นั้นไม่ทราบ แต่ในเร็วๆ นี้จะนัดอดีต ครม.ในสมัยตนมาหารือร่วมกัน

"เสนาะ" โดดเดี่ยวเพื่อไทยย้ำจุดยืนเดิม
 เวลา 21.30 น. นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เปิดเผยภายหลังการหารือว่า วันนี้มายืนยันถึงจุดยืนเดิมที่เคยเสนอและเป็นข่าวไปว่า ทำอะไรอยากให้นึกถึงบ้านเมือง เพราะขณะนี้บ้านเมืองต้องการความสงบเรียบร้อย ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่ามาอาสาทำอะไรให้บ้านเมือง เวลานี้บ้านเมืองต้องการให้ทุกฝ่ายมาแก้วิกฤติ หันหน้าเข้าหากัน
 เมื่อถามว่า นายเสนาะเสนอให้พรรคเพื่อไทยเปลี่ยนจากอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นอภิปรายทั่วไปใช่หรือไม่ นายเสนาะกล่าวเพียงว่า "ผมยังยืนยันจุดยืนเดิม"
 ถามว่าพรรคเพื่อไทยได้รับปากหรือไม่ นายเสนาะ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้รับว่าจะนำไปหารือในที่ประชุม
 ด้าน นพ.สุทธิชัย จันทอารักษ์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย คนสนิทนายเสนาะ กล่าวว่า ระหว่างการหารือนั้น พรรคประชาราชได้เสนอให้เปลี่ยนจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นการเสนอญัตติแก้วิกฤติชาติแทน เพราะตอนนี้ยังเห็นว่าเร็วเกินไป หากพรรคฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
"สมชาย" เผยรับข้อเสนอเสนาะไม่ได้
 ขณะที่นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน มีสีหน้าเคร่งเครียด และกล่าวเพียงว่า "เรายืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป พรรคเพื่อไทยยังย้ำจุดยืนเดิมคือการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอน
 ด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ กล่าวถึงข้อเสนอของนายเสนาะว่า ต้องให้ที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยพิจารณา แต่หากมองแล้วการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมตินั้น ฝ่ายค้านทำไม่ได้ 
 ต่อข้อถามอีกว่า พรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายและถอดถอน แม้นายเสนาะจะทักท้วงใช่หรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ต้องนำเข้าที่ประชุมพรรคตัดสิน เพราะวันนี้ที่นายเสนาะมาคุยด้วยเพื่อต้องการเก็บข้อมูลจากหลายๆ ส่วน
 ส่วนที่มีความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาราช จะทำให้พรรคเพื่อไทยทำหน้าที่อย่างโดดเดี่ยวหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า "เป็นฝ่ายค้านก็โดดเดี่ยวอยู่แล้ว"
"เหลิม" ยันใช้ข้อมูลใหม่-ปัดเคลียร์เสนาะ
 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ประเด็นที่จะใช้ในการอภิปรายเป็นประเด็นใหม่ ไม่ใช่ประเด็นเก่าเก็บ เป็นเรื่องทันสมัยมีความเชื่อมโยงชัดเจนทุกประเด็น สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ และมีตนทราบเพียงผู้เดียว ไม่มีคนอื่น จึงไม่เข้าใจที่นายเสนาะออกมาระบุว่าประเด็นที่ตนจะอภิปรายเป็นเรื่องเก่า เป็นการเอาข้อมูลมาจากที่ใด และถ้าฟังอภิปรายแล้วพรรคเห็นว่าอภิปรายไม่ได้เรื่องก็พร้อมจะลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.ส.
 ร.ต.อ.เฉลิมยังปฏิเสธที่จะทำความเข้าใจกับนายเสนาะก่อนการอภิปราย โดยบอกว่าไม่ได้ติดใจการแสดงความเห็นของนายเสนาะ แต่อยากขอร้องสื่อมวลชนอย่าถามถึงนายเสนาะอีก
ส่อเลื่อนอภิปรายไปหลังสงกรานต์
 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ กล่าวว่า มีการประชุม ส.ส.ของพรรค โดย ส.ส.หลายคนเห็นว่าควรจะเลื่อนการยื่นญัตติอภิปรายออกไปเป็นหลังเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากช่วงนั้นจะเห็นผลการทำงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลอย่างชัดเจน และจะทำให้การอภิปรายเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีความหนักแน่นมากขึ้น อีกทั้งขณะนี้ข้อมูลหลักฐานต่างๆ ในการอภิปรายมีเยอะมาก ควรจะมีการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ ให้ดีที่สุดว่าทุกอย่างถูกต้องและเป็นของจริง หากมีการอภิปรายไปแล้วปรากฏภายหลังว่าเอกสารที่ใช้ในสภาเป็นของปลอม จะทำให้เกิดปัญหากับเราทันที พวกเราจะลำบากแน่นอน อย่างไรก็ตาม เรื่องการเลื่อนเวลาการยื่นญัตติอภิปรายออกไปหรือไม่นั้น ยังอยู่ระหว่างการหารือ
โวมีหลักฐานซัด "กรณ์" จนมุมกลางสภา
    นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.การคลัง จะต้องถูกอภิปรายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะนายกรณ์ตนขอจองกฐินอภิปราย เพราะเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่มีจะทำให้นายกรณ์จนมุมกลางสภา โดยมีหลักฐานเด็ดที่ชี้ให้เห็นว่านายกรณ์รู้เห็นกับเอกชน ไม่ต้องจ่ายภาษีเข้ารัฐ โดยไปบีบเอาภาษีจากที่อื่น
 ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีมติจะนำกรณีปราสาทพระวิหารมาอภิปรายในเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในประเด็นที่ทวงถามความรับผิดชอบของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยบอกว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะไปทวงคืนปราสาทพระวิหาร แต่เท่าที่เห็นตอนนี้รัฐบาลไม่ใส่ใจที่จะดำเนินการอะไรเลย
 นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้รับข้อมูลการเรียกรับเงินใต้โต๊ะจากพ่อค้าข้าว กรณีการเปิดประมูลข้าวองค์การคลังสินค้า (อคส.) จำนวน 2.7 ล้านตัน มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท โดยมีอดีตนักการเมืองอักษรย่อ "ต" เรียกรับเงิน 300 ล้านบาท แลกกับการนำข้าวมูลค่าหลายหมื่นล้านออกจากโกดัง
แฉยุคแม้วงาบรถพยาบาลคันละ 2 แสน
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของ รมว.สาธารณสุข เกี่ยวกับปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างรถพยาบาลฉุกเฉินระดับสูง ที่เกิดในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จำนวน 232 คัน มูลค่า 464 ล้านบาท ว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึงรมว.สาธารณสุข ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 โดยได้ชี้มูลความผิดข้าราชการที่เกี่ยวข้อง กรรมการตรวจรับ กรรมการตรวจสเปก และปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่ทราบว่า รมว.สาธารณสุขดำเนินการไปถึงไหน และเหตุใดจึงยังไม่ย้ายปลัดกระทรวง
 นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ชี้แจงว่า เข้ามาทำงานได้เพียง 2 เดือนกว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมาหลายปี และได้รับหนังสือจาก สตง.เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อเท็จจริงที่เป็นรายละเอียดมาให้ทราบ ประกอบกับมีเอกสารการพิจารณากว่า 150 หน้า จึงสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แล้วรอเอกสารยืนยันข้อเท็จจริงจาก สตง. เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนกระบวนการต่างๆ จึงจะเริ่มได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการตรวจสอบที่ครบถ้วนในเอกสาร หลักฐานต่างๆ จึงยังไม่จำเป็นต้องย้ายปลัดกระทรวงสาธารณสุขต่อไป
 รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า เคยได้รับข้อมูลจากกรรมาธิการการสาธารณสุขในขณะนั้นว่า ตรวจพบการกระทำผิด เชื่อว่ามีการล็อกสเปกจริง ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นจัดซื้อรถพยาบาลจำนวน 231คัน ราคาคันละ 2 ล้านบาท แต่เมื่อกรรมาธิการพบการล็อกสเปก การฮั้วราคากัน เอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าของรถบริษัทหนึ่งเพียงคนเดียว ต่อมาเรื่องนี้ถูกนำมาอภิปรายในสภา แต่รัฐมนตรีในขณะนั้นไม่รับฟัง ในที่สุดมีการตกลงได้ในคันละ 1.7 ล้านบาท แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีก่อน ทำให้รัฐมนตรีคนใหม่สั่งตั้งกรรมการสอบและโยกปลัดกระทรวงออกไปก่อน และผลจากการตรวจสอบพบว่ามีการล็อกสเปกจริง ต่อมาเมื่อมีการประมูลรอบ 2 ตกลงกันได้ที่ราคาคันละ 1.47 ล้านบาท ทำให้ผู้ที่ได้ราคาประมูลในครั้งแรกโกรธแค้น สงสัยว่าทำไมไม่มีการตรวจสอบการตกลงราคาประมูลในครั้งแรก คือ คันละ 1.7 ล้านบาท แต่กลับมาตั้งตรวจสอบการประมูลที่มีราคาถูกกว่า
 “ผมยืนยันว่า จากการพูดคุยกับกรรมาธิการการสาธารณสุข พบว่ามีนักการเมืองเข้าไปมีส่วนได้เสียด้วย โดยไปเอาเงินบริษัทมาแล้วคันละ 2 แสนบาท ขอยืนยันว่าผมไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เงินหลวงตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ใครโกงเงินของประเทศผมจะเอาเงินมาคืนให้” รมว.สาธารณสุขกล่าวย้ำ
แกนนำเสียงแตกตั้งพรรคพันธมิตร
 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงการจัดตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์การเมืองใหม่ เพราะพรรคการเมืองในปัจจุบันไม่มีศักยภาพพอที่จะเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปการเมืองได้ ประกอบกับมีเสียงเรียกร้องจากมวลชน ทำให้แกนนำหลายคนเห็นว่า ควรจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับการเคลื่อนไหวของพันธมิตร
 นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร กล่าวว่า หากจะมีการตั้งพรรคขึ้นมาแกนนำก็พร้อมจะสนับสนุน เพราะถือว่าเป็นพัฒนาการของขบวนการภาคประชาชน ที่เมื่อเติบโตถึงจุดหนึ่งก็จะมีพลวัตเคลื่อนตัวไปสู่รูปแบบอื่น
 ขณะที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กล่าวว่า ภารกิจการตั้งพรรคการเมืองไม่น่าจะใช่ภารกิจของแกนนำพันธมิตร ที่จะสามารถตั้งพรรคการเมืองเสียเอง
นายกฯเป็นประธานงานวันนักข่าว
 วันเดียวกัน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดงานฉลองวันนักข่าวประจำปี 2552 และปีนี้เป็นปีครบรอบ 54 ปีของสมาคม โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อปฏิรูปการเมือง ซึ่งทุกปีสมาคมใช้งานเป็นเวทีตอกย้ำจุดยืนของสื่อต่อสังคม ในฐานะที่เป็นส่วนผลักดันให้เกิดพัฒนาการทางสังคม และเพื่อกระตุ้นให้สื่อมวลชนสร้างสรรค์ผลงานอย่างมีคุณภาพ
 ภายในงานยังมีการประกาศรางวัลประกวดข่าวรางวัลอิศรา อมันตกุล 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทข่าวยอดเยี่ยมและภาพข่าวยอดเยี่ยม รวมทั้งประกาศข่าวรางวัลอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดีเด่น ของชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2551 ภายในงานมีบุคคลหลายวงการ ทั้งวงการเมือง เช่น อดีตรัฐมนตรี และรัฐมนตรีปัจจุบัน นักวิชาการแวดวงสื่อสารมวลชน และสื่อสารมวลชนผู้ทรงคุณวุฒิในวงการ
 ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์แสดงความคิดเห็นถึงการทำหน้าที่ของนักข่าว เนื่องใน "วันนักข่าว" ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) เมื่อเวลา 05.30 น. ว่า นับวันสื่อสารมวลชนยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น ฉะนั้นอยากให้ผู้สื่อข่าวทุกคนทำหน้าที่โดยยึดมั่นผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งรัฐบาลจะเคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนในการทำหน้าที่ของตัวเอง โดยหวังจะเห็นความมั่นคงในแง่ของสิทธิเสรีภาพของผู้ทำงานสื่อ และหวังจะเห็นกลไกการตรวจสอบมีความเข้มแข็ง ขณะเดียวกันสื่อต้องถูกตรวจสอบด้วยกันเองโดยมาตรฐานของวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพ