
ทั่วโลกมองโลกร้อนปัญหาร้ายแรงมากรบ.เร่งแก้
การประชุมโลกร้อนที่โคเปนเฮเก้นจะเปิดฉากขึ้นในวันนี้ หวังกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกจัดสรรเงินช่วยเหลือชาติยากจนรับมือโลกร้อน ขณะที่ผลสำรวจระบุคนทั่วโลกมองว่าโลกร้อนเป็นปัญหาร้ายแรงมาก ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข
การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกที่จัดโดยสหประชาชาติเป็นเวลา 12 วันจะเปิดฉากขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเก้นของเดนมาร์กในวันนี้ หลังจากผู้แทนจาก 192 ประเทศทยอยเดินทางถึงกรุงโคเปนเฮเก้นเมื่อวานเพื่อเข้าร่วมการประชุมระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม ซึ่งจะเป็นการประชุมเกี่ยวกับสภาพอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่จะมีทั้งเจ้าหน้าที่
ยูเอ็น เจ้าหน้าที่รัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญ และนักเคลื่อนไหวเข้าร่วมงานราว 15,000 คน ซึ่งรวมถึงประมุขและผู้นำรัฐบาลของกว่า 100 ประเทศที่จะเข้าร่วมในช่วง 1 หรือ 2 วันสุดท้ายของการประชุม
นายบัน คี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ตั้งความหวังว่า ที่ประชุมจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการเมืองที่จะเป็นพื้นฐานในการจัดทำสนธิสัญญาที่มีผลผูกมัดทางกฎหมายเกี่ยวกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งของชาติพัฒนาแล้วและชาติกำลังพัฒนา และหวังว่าจะระดมเงินได้ 10,000 ล้านดอลลาร์สำหรับช่วยเหลือชาติกำลังพัฒนาให้สามารถปรับตัวเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งเขาหวังว่าเงินกองทุนนี้จะขยายถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ในอนาคต
ยูเอ็นคาดหวังว่า ข้อตกลงที่ได้จากการประชุมจะนำไปสู่การเจรจาอย่างจริงจังในปีหน้าจนได้สนธิสัญญาฉบับสมบูรณ์ที่จะมีผลบังคับใช้ได้ทันทีที่พิธีสารเกียวโตหมดอายุลงในปี 2555
ขณะนี้แอฟริกาใต้เป็นประเทศล่าสุดที่ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 34% จากระดับปกติภายใน 10 ปีข้างหน้าและจะลด 42% ภายในปี 2568 และสหภาพยุโรปเตรียมประกาศจัดสรรเงิน 1,000-3,000 ล้านยูโรให้กับชาติกำลังพัฒนาในช่วง 3 ปีข้างหน้าเพื่อให้สามารถบรรเทาผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน
ก่อนหน้าที่ 192 ประเทศทั่วโลกจะเข้าร่วมในการประชุม"โลกร้อน" ซึ่งเป็นการประชุมสหประชาชาติภายใต้กรอบอนุสัญญาแม่บทว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (UN Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) ที่จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นที่นครโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ค
บรรษัทกระจายเสียงอังกฤษ หรือ บีบีซีได้เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งผลสำรวจที่มีชื่อว่า "เดอะ โกลบสแกน เซอร์เวย์" ( the GlobeScan survey ) อันเป็นผลสำรวจความเห็นของคนมากกว่า 24,000 คนใน23 ประเทศทั่วโลก พบว่าคนส่วนใหญ่ทั่วโลก หรือร้อยละ 64 เชื่อว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาร้ายแรงมาก ที่รัฐบาลของพวกเขาจะต้องรับมือ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 44 ของเมื่อปี 2541 และแม้จะเกิดงวิกฤตเศรษฐกิจ คนร้อยละ 61 ทั่วโลกก็สนับสนุนให้รัฐบาลลงทุนเพื่อรับมือกับปัญหา แม้จะเป็นอันตรายกับเศรษฐกิจของประเทศตน
ขณะเดียวกัน นายดัค มิลเลอร์ ประธาน"โกลบสแกน" กล่าววด้วยว่า มีประเด็นน่าวิตกที่ในสองชาติผู้ก่อมลภาวะใหญ่สุดของโลก คือสหรัฐกับจีนนั้น เสียงสนับสนุนให้รัฐบาลแก้ปัญหาอยู่ที่ ร้อยละ 52 กับร้อยละ 89 แต่คนใน 2 ชาตินี้แสดงความวิตกน้อยลงเรื่องที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ กล่าวคือในสหรัฐนั้นลดจากร้อยละ 50 ของปี 2550 เหลือร้อยละ 45
และจีนลดจากร้อยละ 59 เหลือร้อยละ 57 ซึ่งต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลก
ทำให้เชื่อว่าในการประชุมที่โคเปนเฮเกนนี้ ผู้นำในความพยายามเพื่อก้ปัญหานี้อาจจะต้องมาจากชาติอื่นที่ไม่ใช่ 2 ชาตินี้ ความวิตกเรื่องโลกร้อนในชาติที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอย่างอินเดียก็น่าวิตกเช่นกันเพราะอยู่ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยที่ร้อยละ 45 ส่วนออสเตรเลียอยู่ที่ร้อยละ 58 และร่างกฏหมายเรื่องการค้าคาร์บอนเครดิตก็ถูกปฏิเสธในสภามาสองรอบแล้ว
ผลสำรวจระบุว่า ร้อยละ 44 หรือส่วนใหญ่ของประชากรใน 10 ประเทศ จากทั้งหมด 23 ประเทศทั่วโลกต้องการให้รัฐบาลของตนมีบทบาทนำในการกำหนดเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้สูงในการประชุมที่โคเปนเฮเกน ร้อยละ 39 คิดว่าสมควรใช้ทางสายกลาง และร้อยละ 6 ต้องการให้รัฐบาลของตนปฏิเสธทุกข้อตกลง ขณะเดียวกัน ผลสำรวจพบว่าเสียงสนับสนุนการดำเนินการโดยรัฐบาลค่อนข้างสูงมากในยุโรป รวมทั้งร้อยละ 62 ที่อังกฤษ ร้อยละ 57 ที่ฝรั่งเศส และร้อยละ 55 ที่เยอรมนี



