
ศาสตร์พระราชาสร้างคนให้เป็นคน
ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปรับใช้กับการดำเนินชีวิต จนสร้างแนววิถีชีวิตใหม่ให้แก่หลากหลายบุคคลอย่างเห็นได้ชัด ดูได้จากการรวมพลของเหล่าสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง
ที่พร้อมใจกันมาร่วมงาน "ปฏิบัติการกู้วิกฤติชาติด้วยศาสตร์พระราชา" 2 ทศวรรษแห่งการพัฒนาเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการเชิญ ฅ.ฅนต้นแบบหลายสิบชีวิต ที่ฟันฝ่าวิกฤติในหลากหลายรูปแบบด้วยการเดินตามศาสตร์พระราชา มาถ่ายทอดการดำเนินชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียงในแบบฉบับของตัวเอง
"โอ" อภิวัต สืบสงวน หนุ่มวัย 45 ปี ที่ยอมทิ้งร้านทองมูลค่ามหาศาล มาทำการเกษตรปลอดสารพิษ และนำความรู้ที่ศึกษาเรื่องสมุนไพรและจุลินทรีย์แบบเจาะจงมาประยุกต์ใช้กับเกษตรอินทรีย์ จนกลายเป็นหนึ่งตัวอย่างของคนเมือง ที่รู้จักคำว่าพอเพียง และแบ่งปัน เพียงเพราะความรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต ที่ต้องหมกมุ่นอยู่กับการเฝ้าทรัพย์สมบัติจนทำให้ "เวลา" ที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตขาดหายไป
"จากที่ผมทำร้านทองจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง จนผมได้มาเจอกับพี่ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง) ได้เห็นแนวคิดความพอเพียง จนรู้ว่าเราใช้ชีวิตคนเมืองแบบไร้สาระ เมื่อไรที่ได้เงินมาเราก็เอาไปกินไปใช้กันหมด พอได้รู้ถึงความพอเพียงไม่ฟุ้งเฟ้อในสังคมเมือง รู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ผมเลยตัดสินใจขายร้านทองแล้วหันมาทำโกดังให้เช่า ทำให้ผมมีเวลาเหลือที่จะไปทำอย่างอื่น แล้วด้วยความที่ผมมีพื้นฐานทางเกษตรและชอบอยู่แล้ว ผมเลยหันมาช่วยพี่ยักษ์ทำงานในสถาบันแห่งนี้ จนกลายเป็นเครือข่ายที่ให้ความรู้แก่คนอื่น พอผมมองกลับไปชีวิตแบบเดิม ทำให้ผมรู้ว่าชีวิตคนเมืองที่ต้องเร่งรีบ มีแต่ความฟุ้งเฟ้อ ได้เงินมาเท่าไรก็ใช้ไปแบบสุรุ่ยสุร่าย ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย ผิดกับตอนนี้ที่ถึงแม้ผมจะเหนื่อยแต่ผมก็มีความสุขที่ได้อยู่กับความพอเพียง" โอกล่าว
พร้อมกับบอกว่า ความพอเพียงของเขา คือ การอยู่ภายใต้ศีล 5 ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คิดคดโกงใครรู้จักคำว่าพอ เมื่อทำงานหาเงินมาได้มาก ต้องรู้จักหยุดช่วยเหลือคนอื่น แทนที่จะนำไปปรนเปรอกิเลสโดยไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและตัวเอง
ส่วนชาวนาเงินล้านอย่าง ชัยพร พรหมพันธุ์ วัย 48 ปี ที่พลิกชีวิตจากการทำนาด้วยสารเคมีที่อยู่ในวังวนของคำว่า "เจ็บ" และ "จน" มาตลอด 20 ปี จนกระทั่งได้มารู้จักการทำนาแบบสมุนไพร ที่อาศัยต้นทุนต่ำแต่ได้กำไรงามจนสามารถปลดหนี้ได้จนหมด และยังมีพอที่จะส่งลูกๆ เรียนจนจบปริญญาโทด้วย
"ความพอเพียงในการทำนาของผม คือ ใช้ต้นทุนต่ำไม่ฟุ่มเฟือย มีความมานะ พยายามไม่เอาปัจจัยภายนอกเข้ามาทำให้ต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เมื่อไรที่อยากได้ต้องคิดเสมอว่าความอยากเหล่านั้นจำเป็นสำหรับเราแค่ไหน หลักเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นหลักที่สอนให้เราคิดรู้จักสังเกตและจดจำ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวของเราเอง การทำนาต้องวางแผนถึงจะได้ผลผลิตที่ดี ถ้าทำนาไม่วางแผนก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง ถึงแม้ผมจะทำนาได้ผลผลิตดีแล้ว แต่ผมก็ยังเรียนรู้ไปเรื่อยๆ สิ่งไหนที่นาคนอื่นทำแล้วได้ผลดี ผมก็นำมาปรับใช้กับที่นาของผม สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้ชาวนาศึกษาคือ ในเรื่องของตัวห้ำตัวเบียน คือ แมลงต่างๆ ที่อยู่ในทุ่งนา ซึ่งมีเพียง 5 ชนิดที่เป็นอันตรายต่อข้าว แต่อีก 30 ชนิดที่เป็นประโยชน์ และวัฏจักรของมันสามารถกำจัดกันเองได้โดยที่เราไม่ต้องใช้สารเคมี" ชาวนาเงินล้านชี้แนะ
มาถึงผู้บริหารหนุ่มแห่ง ฮอร์สชู พอยท์ อย่าง เจตน์ โศภิษฐ์พงศธร ผู้เริงร่าอยู่ในโลกของเงินทุนและการบริโภค ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวให้มาบุกเบิกโครงการ ฮอร์สชู พอยท์ ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความรักของคุณลุง แต่ประสบปัญหาทางธุรกิจมาตลอดกระทั่งเขาได้เข้ามาดูแล และได้มาพบกับศาสตร์พระราชากับคำว่า "พอ" และ "สมดุล" ทำให้เขาสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อีกครั้ง
"หลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพียงแต่ทำให้ผมรู้จักตัวเอง รู้เนื้อรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ช่วงที่ผมเจอกับวิกฤติผมขาดทุนมีแต่ทุกข์กับทุกข์ เพราะมัวแต่ไปเดินตามเหล่ามืออาชีพและกระแสสังคม โดยที่ไม่ได้หันมามองสภาพความเป็นจริงของโครงการตัวเอง หลังจากที่ได้เรียนรู้ทฤษฎีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว คำว่า "พอ" น่าสนใจมาก เพราะคนเรามักไม่รู้ว่าจะพอที่ไหน คำนี้ผมว่าอยู่ที่ใจอย่างเดียวเลย ผมอาจจะดีอย่างที่เอาธรรมะเข้ามาช่วยในการดำเนินชีวิต ถึงตอนนี้ผมบอกได้เลยว่าผมไม่กลัวอะไรเลย ค่อยๆ คิดและทำไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ดีก็เปลี่ยนใหม่ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นด้วย" นักบริหารหนุ่มกล่าว
พร้อมกับบอกว่า สำหรับเขาแล้วศาสตร์พระราชาอันทรงคุณค่านี้จะนำไปใช้จนวันตาย เพราะวิกฤติคือชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องเจอ หลายคนอาจจะบอกว่าเมื่อปี 2540 วิกฤติเศรษฐกิจเปลี่ยนชีวิต แต่สำหรับเขาแล้วกลับมองว่าปี 2540 เป็นปีที่สร้างคนใหม่ ทำให้ได้เห็นคนในอีกมุมหนึ่งที่มีคุณค่า มีน้ำใจและพร้อมที่จะให้โดยไม่หวังเรื่องผลประโยชน์เป็นการตอบแทน



