ข่าว

เครดิตบูโร"ไม่มีบัญชีดำ"เร่งล้างภาพรับรัฐดึงลูกหนี้นอกระบบ

เครดิตบูโร"ไม่มีบัญชีดำ"เร่งล้างภาพรับรัฐดึงลูกหนี้นอกระบบ

07 ธ.ค. 2552

หากเอ่ยถึง "เครดิตบูโร" หลายคนคงรู้สึกไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะบรรดาลูกหนี้ที่ไม่ค่อยมีวินัยทางการเงิน และผู้เตรียมขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพราะมักจะได้ยินคำตอบปฏิเสธว่าไม่สามารถให้กู้ได้ เพราะมีชื่อติดอยู่ในเครดิตบูโร และต่างพากันเข้าใจว่าหน่วยงานนี้มีหน้

 ทั้งที่แท้จริงแล้ว เครดิตบูโร หรือบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวม เก็บรักษา ประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการชำระหนี้ของลูกค้าสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ และประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้สถาบันการเงินมีข้อมูลอย่างเพียงพอในการวิเคราะห์ หรือพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งบริษัทจะไม่จัดเก็บข้อมูล ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์บ้าน ค่าโทรศัพท์มือถือ และค่าสาธารณูปโภคอื่นๆ

 "เครดิตบูโรไม่มีหน้าที่ขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์ใคร เราแค่เก็บข้อมูลประวัติการชำระหนี้ไว้เท่านั้น ซึ่งแบงก์ก็จะเข้ามาดูข้อมูลพวกนี้ เอาไปเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ ของลูกค้าว่าจะปล่อยสินเชื่อให้หรือไม่ แต่ที่ผ่านมาเวลาปฏิเสธเขาก็มักบอกลูกค้าว่า คุณมีชื่ออยู่ในเครดิตบูโร ทำให้คนเข้าใจผิดกันเยอะว่าเราไปแบล็กลิสต์คนที่ไม่ชำระหนี้" นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิต จำกัด กล่าว

 พร้อมกันนี้ ผู้บริหารเครดิตบูโรได้อธิบายเพิ่มเติมถึงการเก็บข้อมูลประวัติการชำระหนี้ไว้เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งมักถูกจับไปเป็นประเด็นว่าเป็นระยะเวลาการขึ้นบัญชีดำลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้ตรงเวลา ว่าเป็นการเก็บข้อมูลไว้ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แม้ลูกค้าชำระหนี้ตามปกติแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าไปลบข้อมูลเดิมได้ เพราะถือว่ามีการบันทึกเป็นประวัติไว้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีผลมากนักในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าในปัจจุบัน สถาบันการเงินที่ใช้ข้อมูลก็ต้องดูความสามารถในปัจจุบันและอนาคตมากกว่าเมื่อจะปล่อยกู้ ขณะที่กฎหมายก็ไม่ได้กำหนดห้ามปล่อยกู้ให้ลูกค้าที่มีประวัติในเครดิตบูโร

 จากความเข้าใจผิดดังกล่าว ทำให้ในปี 2553 เครดิตบูโรจึงเตรียมที่จะล้างภาพของคำว่า "บัญชีดำ" โดยการสื่อสารกับสังคมในรูปแบบต่างๆ ให้มากขึ้น ด้วยการดึงสมาชิก โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่มีความใกล้ชิดกับลูกค้ามากกว่าเครดิตบูโรอยู่แล้ว มาช่วยในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งนอกจากต้องการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในหน้าที่และบทบาทของเครดิตบูโรแล้ว ก็จะกระตุ้นให้รู้ถึงความสำคัญของการรักษาประวัติทางการเงินว่ามีความสำคัญกับการเข้าถึงสินเชื่อด้วย จึงเป็นเรื่องจำเป็นต้องดูแลเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจุบันคนพูดถึงวินัยการเงินอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 นายนิวัฒน์กล่าวว่า ในปีหน้าเครดิตบูโรจะมีสมาชิกที่ไม่เคยมีประวัติในเครดิตบูโรมาก่อน นั่นก็คือกลุ่มลูกหนี้นอกระบบ ซึ่งรัฐบาลมีโครงการเข้าไปช่วยเหลือดึงเข้ามาเป็นหนี้ในระบบ โดยก่อนหน้านี้คนเหล่านี้จะไม่เคยเข้าหาธนาคารพาณิชย์มาก่อน เพราะมองเป็นเรื่องยุ่งยาก ดังนั้น เมื่อนำกลุ่มนี้เข้ามาสู่ระบบก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจและรู้จักเครดิตบูโร ว่าต่อไปนี้เขาจะมีประวัติในการชำระหนี้แล้ว จึงจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการเงิน เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฐานสำหรับการเข้าถึงหนี้ในระบบได้ในอนาคต

 "ผมเชื่อว่าถ้าลูกหนี้นอกระบบเหล่านี้ สามารถจ่ายหนี้ดอกเบี้ยแพงๆ ได้ เมื่อรัฐนำเข้ามาสู่หนี้ในระบบที่ดอกเบี้ยถูกกว่า ก็คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะชำระหนี้ได้ ซึ่งเมื่อเขาได้โอกาสแล้ว เราก็อยากให้เขารักษาโอกาสไว้ เพราะไม่รู้ว่าโอกาสแบบนี้จะมีอีกกี่ครั้ง เมื่อรัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ปัญหาแล้ว ลูกหนี้ก็ต้องช่วยดูแลตัวเองด้วย ไม่ควรกลับไปหนี้นอกระบบอีก แต่การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ก็ต้องทำแบบบูรณาการในหลายหน่วยงาน"

 นอกจากนี้ ในปีหน้าเครดิตบูโรจะนำระบบเครดิต สกอริ่ง หรือ คะแนนเครดิต มาใช้ด้วย คาดว่าเริ่มได้ในเดือนมีนาคม 2553 โดยการนำระบบดังกล่าวมาใช้จะทำให้การขยายสินเชื่อของสถาบันการเงินทำได้ง่ายขึ้น และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวด้วย เพราะจะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการจัดสกอริ่งจะดูข้อมูลจากทุกบัญชีของลูกค้า แล้วบอกออกมาผลของการผิดนัดชำระของลูกหนี้มีผลกระทบรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะคล้ายกับการจัดอันดับ หรือเครดิต เรตติ้ง ที่มีการจัดอันดับความเสี่ยงของตราสาร หรือองค์กร โดยหากลูกหนี้หรือผู้ขอกู้มีสกอริ่งดีก็จะง่ายในการเข้าถึงสินเชื่อ น่าจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

 นายนิวัฒน์ยังกล่าวถึงการขยายสมาชิกและฐานข้อมูลว่า ในเมืองไทยยังขาดข้อมูลในด้านประกันภัยที่เป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งความเสี่ยงของบริษัทประกันจะอยู่ที่การชดใช้ค่าสินไหม หรือการเคลม และหากเข้าไปดูลึกๆ จะพบว่ามีการเคลมแบบหลอกๆ จำนวนไม่น้อย ถ้ามีการเก็บข้อมูลในส่วนนี้ คนก็จะเคลมกันน้อยลง และช่วยให้บริษัทประกันลดต้นทุนไปได้ส่วนหนึ่ง รวมทั้งอาจส่งผลให้ผู้ซื้อประกันจ่ายเบี้ยประกันน้อยลงก็ได้ ขณะที่คนที่ไม่เคยเคลมเลยก็ควรจ่ายเบี้ยประกันในราคาถูกกว่า