
เหนื่อยเปล่า !
ยังคงอยู่ในช่วงสัปดาห์ของความสุข "วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม" ที่ทั่วทุกภาคของประเทศต่างร่วมใจกันจัดงานวันพ่อแห่งชาติอย่างยิ่งใหญ่
โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่จัดงานตั้งแต่งวันที่ 3-13 ธันวาคมนี้ ตลอดแนวถนนราชดำเนิน ที่มีการติดไฟตลอดถนนอย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม พร้อมทั้งจัดซุ้มนิทรรศการขององค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตั้งแต่ลานพระบรมรูปทรงม้า ไปจนถึงสนามหลวง
ทำให้ดัชนีความสุขของประชาชนทั้งประเทศพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับทุกเดือนที่ผ่านมา เพราะทุกฝ่ายต่างพร้อมใจกันเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อหลวงผู้ยิ่งใหญ่ของประชาชนคนไทย
กระนั้นท่ามกลางความสุขของประชาชน ก็กลับมีเหตุให้ต้องสะดุด เมื่อกลุ่มเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 10 ธันวาคมนี้
โดยถือเอาสัญลักษณ์วันรัฐธรรมนูญเพื่อออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญเอารัฐธรรมนูญปี 2540 คืนมา หลังจากถูกฉีกเมื่อปี 2549 โดยคณะปฏิวัติ
การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงครั้งนี้เป็นการรักษากระแสการเคลื่อนไหวเอาไว้ ไม่ให้ถูกกลืนหายไป เพราะตั้งใจจะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังเทศกาลปีใหม่
แม้ว่าการชุมนุมครั้งนี้รัฐบาลจะไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อไม่ให้กระทบบรรยากาศงานเฉลิมฉลอง
แต่รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมรับมือตลอดเวลาโดยเฉพาะการฉวยโอกาสของกลุ่มมือที่สามในการสร้างสถานการณ์
ฉะนั้นแน่นอนว่ารัฐบาลย่อมไม่มีความสุขกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงครั้งนี้แน่ เพราะต้องประเมินสถานการณ์และแผนรองรับหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น
นั่นเพราะไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝีมือของกลุ่มไหนก็ตาม รัฐบาลต้องรับผิดชอบไปแบบเต็มๆ
นอกจากเจอกระแสกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ทำให้ความสุขของรัฐบาลลดฮวบแล้ว
ยังต้องเจอศึกหนักกับกระแสเร่งเร้าให้ "ปรับ ครม." ในช่วงที่รัฐบาลโดยการนำพรรคประชาธิปัตย์ บริหารประเทศใกล้ครบรอบขวบปี ที่นับวันจะโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
โดยในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ จะถือเป็นวันครบรอบ 1 ปี พอดิบพอดีของรัฐบาลโดยการนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นอกจากรัฐบาลเตรียมจัดงานตีปี๊บโชว์ผลงานแล้ว กลุ่มการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล ยังถือโอกาสนี้ออกมาทวงคำมั่นการปรับเก้าอี้ ครม.หลังจากที่ "หนุ่มมาร์ค" ให้สัญญาใจว่าจะปรับก็ต่อเมื่อบริหารงานครบ 1 ปี ไปแล้ว
แม้ว่าล่าสุดผู้มีอำนาจเต็มในการปรับครม.อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ออกมาปฏิเสธเสียงแข็งว่าจะยังไม่มีการปรับเก้าอี้ ครม.ในช่วงนี้แน่นอน
แต่เชื่อว่าสุดท้ายรัฐบาลคงหนีไม่พ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น
ขณะที่ภายในพรรคร่วมเองต่างก็ส่งสัญญาณให้ "อภิสิทธิ์" ปรับ ครม.เช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะการส่งสัญญาณจาก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ต้องการสละเก้าอี้ เพื่อหลีกทางให้ "ลูกยอด" ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ บุตรชายขึ้นนั่งเก้าอี้ รมต.แทน
แต่อย่างไรก็ตามขั้นตอนสุดท้ายต้องรอไฟเขียวจาก "ป๋าเติ้ง" บรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคตัวจริงเสียงจริงก่อนอยู่ดี
เพราะหาก "เสธ.หนั่น" ยอมสละเก้าอี้รองนายกฯ จริง ว่ากันว่า "ป๋าเติ้ง" ก็เตรียมริบเก้าอี้คืนให้น้องชาย ชุมพล ศิปอาชา นั่งรองนายกฯ ควบ กับ รมว.การท่องเที่ยวฯ เพราะเป็นเก้าอี้โควตาของพรรคชาติไทยพัฒนา
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของ "เสธ.หนั่น" ที่จะไปต่อรองกับประชาธิปัตย์เอาเอง หากต้องการเก้าอี้ "รมช." ให้บุตรชาย
เห็นได้ชัดว่าเกิด "ศึกเกาเหลา" ขึ้นแล้วในพรรคชาติไทยพัฒนาระหว่าง "ป๋าเติ้ง" กับ "เสธ.หนั่น" เพราะที่ผ่านมาก็มีปัญหาเขม่นกันมาตลอดเวลา
งานนี้หากไม่ได้ตามประสงค์ของ "เสธ.หนั่น" มีหวังเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันลำบากแน่ๆ
แต่ถึงกระนั้นหากจะมองถึงโอกาสในปรับ ครม. ก็มีแนวโน้มเป็นไปได้ภายในต้นปี 2553
นั่นเป็นเพราะว่า กลางเดือนมกราคมนี้จะเปิดสมัยประชุมทั่วไป ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลได้
โดยพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยเตรียมพร้อมแล้วสำหรับ "ศึกซักฟอก" ครั้งนี้ พร้อมกับงัดข้อมูลเด็ดมาอภิปราย เพื่อโค่นรัฐบาลไปพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เตรียมออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลนอกสภาเช่นเดียวกัน หลังจากพักรบช่วงเดือนแห่งความสุข
ดังนั้นรัฐบาลจึงถือโอกาสนี้ในการ "วัดกระแส" ก่อนที่จะมีการปรับ ครม.
นั่นเพราะรัฐมนตรีหลายกระทรวงในรัฐบาล มีข้อบกพร่องเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดการกับการทุจริตคอรัปชั่น
แน่นอนว่าหาก รัฐบาลปรับ ครม.ก่อนที่จะระเบิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ย่อมถูกสังคมตราหน้าว่าปรับหนีศึกซักฟอก
ความเป็นไปได้ในการปรับ ครม. จึงมีโอกาสสูงหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อลดกระแสที่โหมกระหน่ำรัฐบาลหลังศึกซักฟอก
ในช่วงนี้ปล่อยให้รัฐมนตรีได้เตรียมข้อมูลเพื่อนำมาโชว์ผลงานผ่านสายตาประชาชน และเตรียมทำการบ้านรับศึกอภิปรายไปก่อน
หากตอบข้อสงสัยกลางสภาไม่ได้ ค่อยเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะปรับ ครม. ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากปรับวันนี้ก็ไม่มีประโยชน์
เห็นได้จากกรณีของ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ที่จะโยกไปเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทน นิพนธ์ พร้อมพันธุ์
โดยดัน ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน นั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ดูแลงานด้านเศรษฐกิจแทน
แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงและเข้าทำงานอย่างเต็มตัว ด้วยเหตุผลทางเทคนิค
ฉะนั้นกลุ่มการเมืองที่ออกมาดิ้นพราดๆ ในช่วงนี้ บอกได้คำเดียวว่า "เหนื่อยเปล่า" !!
บัญชา แข็งขัน



