
กบน้อยในสายน้ำเชี่ยว
ผมเพิ่งกลับจาก จ.ขอนแก่น มาครับ หลังจากเดินทางไปพูดคุยกับนักศึกษาภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และร่วมเวทีสนทนากับคนรักหนังสือ เวลาในขวดแก้ว ในวาระ 25 ปี
ของนวนิยายเรื่องนี้ ทั้งแฟนพันธุ์แท้รุ่นแรกและแฟนรุ่นใหม่วัยเยาว์ ในงานบุญคูนเมือง ซึ่งผมขอขอบคุณไมตรีจิตของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เทศบาลเมืองขอนแก่น สโมสรนักเขียนภาคอีสาน และทุกๆ คนที่มีส่วนร่วมเป็นอย่างมาก
การไปขอนแก่นครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงสมัย 30 ปีกว่าที่แล้วเมื่อผมรับราชการอยู่ที่สถานทูตในเวียงจันทน์ และขับรถโฟล์กสวาเก้นบีทเทิล หรือโฟล์กเต่าเข้ากรุงเทพฯ ที่เส้นทางจากอุดรธานีมาขอนแก่นบางตอนยังเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าที่ชูก้านดอกอยู่เต็มทุ่ง ซึ่งงดงามมากจนผมนำมาบันทึกไว้ในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง และรู้สึกดีใจที่นักอ่านชาวขอนแก่นบางคนก็ยังจดจำได้ - ผมจำได้ว่าเวลานั้นถนนที่ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยขอนแก่นทั้งสองฝั่งยังมีสภาพกึ่งป่า มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเรียงราย ผมยังเคยจอดรถที่ฝั่งตรงข้ามกับทางเข้ามหาวิทยาลัยให้ลูกชายที่ตอนนั้นอายุขวบกว่าๆ ลงไปเดินเล่น
สำหรับวันที่ผมไปนั้น นอกจากที่จังหวัดจะมีงานหลักเมือง หรือบุญคูนเมืองซึ่งเป็นงานประจำปีแล้ว ในวันนั้นยังมีงานเปิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างประตูเมือง และเยื้องๆ กับศาลหลักเมือง ซึ่งทำให้เห็นภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจน ระหว่างความเป็นไปของคนรุ่นก่อนกับความเปลี่ยนแปลงของคนในยุคปัจจุบัน ระหว่างจารีตนิยมกับสมัยนิยม ระหว่างจิตนิยมกับวัตถุนิยม ระหว่างความพออยู่พอควรกับลัทธิบริโภคนิยม
การปรากฏตัวของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ทั้งในระดับชาติและระดับสากลตามเมืองต่างๆ โดยทั่วไป มักต้องผ่านพบแรงต้านทานทั้งจากกลุ่มอนุรักษ์และกลุ่มทุนท้องถิ่น แต่ที่สุดแล้วก็ยากที่จะต้านยันกระแสและกำลังของกลุ่มทุนภายนอกได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะไปที่ไหน จึงไม่อาจที่จะหลีกพ้นจากสภาพการณ์เดียวกันนี้ และสิ่งที่จะติดตามมาคือวิถีชีวิตที่ผิดแผกไปจากเดิมของคนในเมืองนั้นๆ เพราะประตูของศูนย์การค้าจะเป็นเหมือนปากของยักษ์ที่กลืนกินผู้คน ความเป็นอยู่ สังคม วัฒนธรรม และเงินทองในท้องถิ่น เข้าไว้ในพุงของตน
และการปรากฏตัวของระบบการค้ารูปแบบใหม่ ย่อมมาพร้อมกับการล้มหายตายจากของการค้าแบบเก่า ทั้งตลาดสด ร้านข้าวแกง ร้านขายของเบ็ดเตล็ด โรงหนัง และร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ ฯลฯ เพราะลูกค้าสามารถซื้อหาสินค้าและความบันเทิงแทบทุกอย่างได้ในสถานที่แห่งเดียว ซึ่งยังไม่นับรวมถึงรูปลักษณ์ของสถานที่ที่มีความทันสมัย สะดวก สบาย แม้ว่าราคาของสินค้าจะสูงกว่าที่ขายกันอยู่ข้างนอกก็ตาม
ในต่างประเทศ หลายๆ แห่ง ผู้บริหารท้องถิ่นและภาคประชาชนจะมีกฎเกณฑ์สำหรับการสร้างศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เช่น การกำหนดโซน รูปลักษณ์ ความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศวิทยา การจราจร และภูมิทัศน์ของเมือง รวมทั้งการคำนึงถึงความอยู่รอดของระบบการค้าแบบเก่าที่อยู่คู่กับเมืองมาเป็นเวลานาน โดยไม่ปล่อยให้ทุนจากภายนอกทำอะไรตามใจชอบ ขณะที่ในบ้านเรายังคิดกันว่าการมีศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความเจริญและเชิดหน้าชูตาบ้านเมือง
ในงานบุญคูนเมือง มีกิจกรรมหลายอย่างที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือการแสดงภาพเก่าๆ ของ จ.ขอนแก่น ซึ่งทำให้มีโอกาสได้ชื่นชมกับภาพสถานที่ ผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนของจังหวัดนี้เมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ทำให้ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า นับจากนี้ไปภายในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า ขอนแก่นจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันอย่างมากมายและรวดเร็ว
ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น หากไม่สามารถต้านยันกระแสและกำลังทุนที่รุนแรง ที่นี่ก็คงจะมีสภาพเป็น “เมืองสำเร็จรูป” ที่ขาดซึ่งอัตลักษณ์และจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับหลายต่อหลายเมืองในประเทศไทยของเรา



