
อานันท์ฉะนิคมมาบตาพุดปล่อยแก๊สรั่วอีกเจ็บ17
ก๊าซหุงต้มรั่วจากเรือขนส่งสินค้าที่มาบตาพุด ชาวบ้านอ้วก-มึนศีรษะ หามกว่า 60 ชีวิตส่งโรงพยาบาล อาการสาหัส 5 ขณะที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายลงตรวจพื้นที่ "อานันท์" ยัวะฉะ กนอ.กลางวงที่ประชุม จวกไม่แจ้งเตือนชาวบ้าน ทำงานเช้าชามเย็นชาม คุมปัญหามลพิษไม่ได้
หลังเกิดก๊าซรั่วจากเรือขนส่งสินค้าที่ท่าเรือเทียบมาบตาพุด จ.ระยอง เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านและคนงานที่อยู่บริเวณนั้นสูดดมก๊าซจนถูกหามส่งโรงพยาบาลกรุงเทพ ระยอง จำนวน 18 คน ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 6 ธันวาคม ชาวชุมชนบ้านตากวนอ่าวประดู่ เริ่มมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ และแน่นหน้าอก ถูกนำส่งโรงพยาบาลอีก 44 คน ในจำนวนนี้ผู้ป่วยอาการสาหัส 5 คน
เหตุก๊าซรั่วครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างนายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด พร้อมคณะ ลงพื้นที่ที่ชุมชนบ้านหนองแฟบ เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และเข้าตรวจสอบโรงงานที่ได้รับการร้องเรียน โดยมีผู้ฟ้องร้องคดี 43 ราย และชาวบ้านจาก ต.เนินกะปรอก อ.บ้านฉาง และ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ที่ได้รับผลกระทบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อรถบัสของคณะนายอานันท์มาถึงพื้นที่บ้านหนองแฟบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมผาแดง เริ่มได้กลิ่นคล้ายก๊าซไข่เน่าโชยมา นายอานันท์ถึงกับบอกว่า "มาสัมผัสกลิ่นเหม็นด้วยตัวเอง และเข้าใจว่าชาวบ้านต้องเจอกับอะไรบ้าง เพราะขนาดช่วงกลางคืนประมาณห้าทุ่มเศษ แถวโรงแรมที่เข้าพักก็ยังมีกลิ่นสารเคมีที่สามารถสัมผัสได้เช่นกัน แต่คงไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากแหล่งไหน และคงกล่าวโทษโรงงานใดโรงงานหนึ่งก็ไม่ได้"
ต่อมานายอานันท์และคณะกรรมการ พร้อมด้วยนายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เดินทางไปที่สำนักงานการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อรับฟังการนำเสนอการจัดการมลพิษในประเด็นที่มีการร้องเรียนจากชาวบ้าน โดยนายวีระพงศ์ ไชยเพิ่ม รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ตัวแทนจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมผาแดง และผู้ประกอบการ 5 บริษัท เข้าร่วมรับฟังและตอบข้อซักถาม
นายวีระพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดกับชุมชนรอบโรงงาน เริ่มเกิดปัญหามาตั้งแต่ปี 2540 ที่มีปัญหากลิ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม และต้องใช้เวลาเกือบ 5 ปีในการจัดการกลิ่น กระทั่งในปี 2548 มีปัญหาเรื่องวิกฤติภัยแล้งขึ้น ทำให้เกิดข้อขัดแย้งการแย่งใช้น้ำ ระหว่างอุตสาหกรรมกับชาวบ้าน และปัจจุบันเกิดปัญหาสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ (วีโอซี) เกินมาตรฐานตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน จนนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหา โดยเฉพาะประเด็นการฟ้องร้องต่อศาลและมีคำตัดสินให้ 65 โครงการ จาก 76 โครงการ ในเขตอุตสาหกรรม ที่ส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอาร์ไอแอล และนิคมเอเชียตะวันออกต้องระงับตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา โดย กนอ.จะเชิญผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกใบอนุญาตโครงการมารับฟังการปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในวันที่ 8 ธันวาคมนี้
รองผู้ว่าการ กนอ. กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาสารระเหยของวีโอซี ได้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ติดตามสารวีโอซีในบรรยากาศจากแหล่งกำเนิดในช่วงปี 2551 ที่เกิดปัญหาพบมีการรั่วมากถึง 600 จุด แต่ขณะนี้จัดการปัญหาได้เกือบหมดแล้ว ส่วนการประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษในเขตมาบตาพุด ขณะนี้ได้เก็บข้อมูลอุตุนิยม และคุณภาพอากาศเกือบครบ 1 ปีแล้ว เบื้องต้นคาดว่าจะสรุปผลในช่วงเดือนมกราคม 2553 และจะนำเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อไป
ขณะเดียวในช่วงปี 2550 คณะกรรมการศึกษาหาความสัมพันธ์ของสารมลพิษกับปัญหาทางด้านสุขภาพของชาวบ้าน ก็ได้ว่าจ้างให้นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการตามแผนลดและขจัดมลพิษระหว่างปี 2550-2554 โดยเฉพาะก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ จากการให้ความร่วมมือของผู้ประกอบการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม นายอานันท์ได้ซักถามกรณีเกิดเหตุก๊าซบิวเทน 1 (BUTENE 1) รั่วออกเซฟตี้วาวล์ของเรือ GLOBAL HIME เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ขณะโหลดสินค้าที่ท่าเทียบเรือสินค้ามาบตาพุด แท็งก์เทอร์มินอล เพื่อนำไปส่งที่ประเทศสิงคโปร์ และมีชาวบ้านชุมชนบ้านตากวนอ่าวประดู่ และกลุ่มประมงเรือเล็กได้รับกลิ่นเหม็นของก๊าซและเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และมึนงง จนต้องนำส่งโรงพยาบาลกรุงเทพระยองจำนวนมาก
นายวีระพงศ์ได้รายงานถึงระบบการจัดการเบื้องต้นโดยอ้างว่าหลังเกิดก๊าซรั่วเมื่อช่วงบ่ายโมง ได้การส่งข้อมูลรายงานมายังนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กนอ. และมีการสั่งให้เรือถอนสมอออกจากฝั่งทันที เพื่อให้ซ่อมแซมห่างจากฝั่ง 10 กิโลเมตร และตรวจวัดคุณภาพอากาศ แต่ไม่ได้ประกาศแจ้งเตือนชาวบ้าน เพราะกว่ากระบวนการรายงานตามขั้นตอนจะแล้วเสร็จสิ้นตอนเวลา 17.00 น. จนมีรายงานว่ามีชาวบ้านที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับผลกระทบ 17 คน จากอาการมึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งนำส่งโรงพยาบาลกรุงเทพระยอง โดย 12 คนสามารถกลับบ้านได้
"ส่วนอีก 5 คน เป็นเด็ก 3 คน ผู้ใหญ่ 2 คน ยังต้องนอนรอดูอาการอยู่ แต่ช่วงเช้าวันนี้ (6 ธ.ค.) ได้ไปเยี่ยมแล้ว นอกจากนี้ยังได้รับรายงานว่ามีชาวบ้านทยอยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีก 20 ราย ทั้งนี้ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้าไปดูและพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และอีก 7 วัน ผมจะเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วยถึงที่บ้าน" นายวีระพงศ์ กล่าว
ด้านนายอานันท์ได้ตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว กนอ.มีศักยภาพในการควบคุมนิคมและโรงงานในนิคมได้หรือไม่ เพราะขนาดกรณีก๊าซรั่วซึ่งถือเป็นเหตุฉุกเฉินแต่ยังใช้ระบบราชการ ทำงานแบบเช้าชามเย็นยามไม่ทันต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินและถือเป็นอีกครั้งที่เสริมภาพลักษณ์ในทางที่ไม่ดีของ กนอ. กับชุมชน ในฐานะที่มาลงพื้นที่ฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงมากๆ และหนักใจมากต่อปัญหาในพื้นที่
“ถ้าดูจากเอกสารที่แต่ละโรงงานได้รายงานผลการแก้ปัญหามลพิษในพื้นที่ก็ดูสวยดี และบอกว่าแก้ได้ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ดี ขาดประสิทธิภาพ และทำให้ภาพลักษณ์การบริหารงานของ กนอ.ที่ไม่ดีอยู่แล้วแย่กันใหญ่ ทั้งนี้จากการคุยกับคนบางกลุ่มเป็นการภายในและส่วนตัว ส่วนใหญ่บอกถึงเรื่องในแง่ไม่ดีของ กนอ.กับโรงงาน ซึ่งตรงนี้อยากฝากว่าการดำเนินธุรกิจซีเอสอาร์ไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์ ไม่ใช่การขายของเท่านั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีการให้ข้อมูลว่ามีอิทธิพลการเมืองแทรกแซง และการตั้งรับกับปัญหาในพื้นที่บางเรื่องยังแค่เริ่มเตรียมการ คงไม่ทันกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น” นายอานันท์ ระบุ
นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงกำลังเข้ามาประเมินศักยภาพการรองรับของแหล่งน้ำในเขตภาคตะวันออก เนื่องจากมีการร้องเรียนการแย่งใช้น้ำระหว่างอุตสาหกรรมกับชุมชน และกำลังศึกษาผลกระทบของวีโอซีในแหล่งน้ำใต้ดินด้วย
วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในการแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้างในพื้นที่มาบตาพุดว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีนายอานันท์ เป็นประธาน กำลังเร่งรีบหาข้อยุติบทบาท หน้าที่ และรูปแบบขององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีว่าต้องแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนอุตสาหกรรมที่ถูกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ระงับโครงการ หรือกิจกรรมไว้ก่อน 65 โครงการ ซึ่งคณะกรรมการคู่ขนานของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้หารือและมีข้อสรุปแล้ว และขอจัดส่งแถลงการณ์ประกาศ 9 จุดยืนของสมาคม ต่อต้านสภาวะโลกร้อนกรณีองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 วรรคสอง เพื่อให้รับทราบโดยทั่วกัน
1.ขอคัดค้านองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามแนวทางประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 เพราะเป็นการออกประกาศ ซึ่งถือว่าเป็น “กฎ” ที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาลกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง ผิดหลักเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง แต่ต้องเป็นแนวทางของ (ร่าง) พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พ.ศ... ที่ภาคประชาสังคมช่วยกันยกร่างขึ้นมาจนตกผลึกทางความคิด และมอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ไปตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2551 แล้วเท่านั้น
2.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ไม่ว่าจะกำหนดให้อยู่ในรูปแบบของกฎหมายประเภทใดไม่สำคัญ (ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ, ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี) แต่เนื้อหาสาระของกฎหมายดังกล่าวต้องให้ความเป็นอิสระในการดำเนินงานและการให้ความเห็นที่ต้องเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง ต้องไม่อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุม ดูแล สั่งการ แทรกแซงหรือการให้คุณให้โทษของหน่วยงานใด
3.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องมีระบบทางธุรการที่เป็นเอกเทศเป็นของตนเอง มีอิสระในการบริหารงาน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณกลางของรัฐร่วมกับภาคเอกชนผู้ประกอบการ (ค่าธรรมเนียมกลางที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเข้ากองทุนงบประมาณทุกๆ โครงการ) ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมเพียงพอ
4.ผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องมีกระบวนการได้มาที่โปร่งใส ผ่านการคัดสรรและหรือเลือกตั้งที่เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนของสังคม ต้องไม่ใช่มาจากการแต่งตั้งของผู้มีอำนาจรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว
5.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องไม่ใช่องค์การที่องค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจะต้องไปจับมือร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือสุขภาพ แต่องค์กรหรือสถาบันเหล่านั้นจะต้องมีอำนาจในการดำเนินงานโดยอิสระเป็นปัจเจกของหน่วยงานตน หากจะเข้าไปทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพตามรัฐธรรมนูญ
6.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่จะเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง จะต้องมีอำนาจหน้าที่เข้าไปจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชน ในพื้นที่ใดๆ ที่โครงการหรือกิจกรรมประเภทรุนแรง มีแผนที่จะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่นั้นๆ จนได้ข้อยุติที่ชัดเจน
7.รายงานการศึกษาหรือประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ที่ผู้ประกอบการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำขึ้น ต้องส่งข้อมูล (ตามกรอบของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540) รายละเอียดทั้งหมด (เท่าที่มีในแต่ละช่วงของการดำเนินงานศึกษา) ส่งให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ได้รับทราบก่อนทุกครั้ง เพื่อให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพนำข้อมูลไปเผยแพร่และดำเนินการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชน ในพื้นที่นั้นๆ มิใช่การจัดส่งให้ภายหลังที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการของ สผ. (คชก.) ให้ความเห็นชอบแล้ว
8.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต้องสามารถให้ความเห็นใดๆ ได้นอกเหนือจากกรอบของการศึกษาอีไอเอและเอชไอเอในแต่ละโครงการหรือกิจกรรม และสามารถให้ความเห็นโครงการหรือกิจกรรมในภาพรวมของพื้นที่ได้
และ 9.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพต้องไม่ใช่องค์กรแห่งอำนาจที่จะไปตัดสินว่าโครงการใดเกิดได้หรือไม่ได้ แต่ควรเป็นองค์กรที่สร้างความรู้ทางปัญญาที่รอบด้านให้เกิดขึ้นกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาใดๆ เพื่อให้เขาเหล่านั้นเป็นผู้ตัดสินใจเสนอทางเลือกที่เหมาะสม ก่อนที่จะสรุปเป็นความเห็นให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย



