ข่าว

 “กัลยาณมิตรบำบัด”

“กัลยาณมิตรบำบัด”

06 ธ.ค. 2552

รู้จักคำนี้ครั้งแรก เพราะได้อ่านเมลของเพื่อนที่ส่งมาให้ และตัดสินใจส่งต่อคนอื่นทันที แบบไม่ลังเล ด้วยความมั่นใจเต็มร้อยว่า…ครั้งนี้ผมคงไม่ได้ส่งขยะให้รกเมลบ็อกซ์คนอื่นแน่ๆ

เหลือเชื่อครับ! ไม่กี่นาทีไล่หลัง มีคนทยอยตอบกลับ โดยส่วนใหญ่ขอบคุณกับข้อคิดที่ซ่อนผ่านตัวอักษรแต่ละบรรทัด พี่นักเขียนคนหนึ่งยังเอ่ยปากชม และขอยืมบางประโยคไปต่อยอด เขียนคอลัมน์ชวนคนอ่านของเขาคิดตามไปด้วย
“เรียนรู้อะไรจากการป่วย 101 วัน” คืองานเขียนที่ผมพูดถึง เป็นความเรียงสั้นๆ ที่ลึกซึ้ง กินใจ แทนที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าเมื่ออ่านจบ ผมกลับอิ่มเอม เป็นปีติอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าไม่นับกำลังใจที่เพื่อนๆ และตัวผมมีให้น้องเขาอย่างท่วมท้นกับการต่อสู้กับฝันร้ายครั้งนี้ ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งทำให้ผมรู้ว่าความเจ็บป่วยคือบทเรียนนอกตำราที่สอนคุณค่าการใช้ชีวิตที่ดีที่สุด ยิ่งซะกว่าการได้เข้าห้องสมุดอ่านหนังสือเป็นร้อยๆ เล่ม
ทุกข์จากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่เคยทำให้เขาร้องไห้หรือเสียใจแม้แต่ครั้งเดียว ทุกข์ก็เป็นเรื่อง ของกาย แต่ใจก็ส่วนใจ ต้องอยู่ได้อย่างมีสติ รู้จักปล่อยวาง เพื่อสัมผัสความว่างให้ถึงที่สุด

ที่ผ่านมาเคยทำงานหนัก เที่ยวหนัก กินหนัก เมื่อป่วยแบบขยับไม่ได้ จึงรู้ว่าคนเราก็มีแค่สองมือสองเท้า จะทำอะไรได้มากกว่านี้ หามาได้แค่ไหน ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้

การอยู่อย่าง “พอ” น่าจะเป็นปรัชญาการครองตนที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตให้ครบรสครบเครื่อง เพราะการใช้ชีวิตให้คุ้ม อาจไม่เหลือชีวิตให้ใช้อย่างมีคุณค่าในภายหลัง

ผมได้ข้อคิดแทบทุกบรรทัด และสัญญาว่าจะเอาอุทาหรณ์จากเรื่องนี้สอดแทรกผ่านตัวอักษรในคอลัมน์ของผมเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็หมายรวมถึงจั่วหัวในคราวนี้ด้วย

ผมทบทวนประโยคนี้ซ้ำๆ และพยายามเทียบเคียงกับความทรงจำที่มีในวัยเด็ก ครูเคยสอนผมว่าเวลาที่ดีที่สุดในการเผยมิตรแท้ คือช่วงที่เราทุกข์หรือป่วยหนักๆ เพราะเพื่อนที่ดีจะไม่ทอดทิ้ง และหมั่นเติมกำลังใจ คอยช่วยเหลือเรา สุดความสามารถ เท่าที่แรงใจเขามี

เมื่อข่าวการป่วยแพร่กระจายออกไป ก็มีคนแวะเวียนมาเยี่ยมตลอด ได้เห็นน้ำใจของหมู่มิตร ไม่ขาดสาย เหมือนต้นไม้ที่ได้น้ำคอยรด ให้เบิกบานและสดชื่นทุกขณะ

ผมเห็นด้วยกับผู้เขียนอย่างแรงว่า คนป่วยก็แย่อยู่แล้ว ถ้ามาเยี่ยมอย่าเศร้า อย่าร้องไห้ เพราะจะเสียขวัญ มาแล้วก็ต้องยิ้ม และให้เสียงหัวเราะเป็นเครื่องมือช่วยเยียวยา บำบัดทุกข์อีกทาง

ประสบการณ์ที่ผมเคยเจอ บางคนพูดไม่เก่งแสดงออกไม่เป็น ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนเพื่อส่งพลังให้คนป่วยดีขึ้น สิ่งที่ผมทำบ่อยๆ และได้ผลไม่แพ้กันคือการสัมผัส แตะคนป่วยอย่างแผ่วเบา และใช้แววตาสื่อกำลังใจอย่างอ่อนโยน นุ่มนวล
 
 ครบ 101 วัน อาการก็ค่อยๆ ดีขึ้น ด้วยคีโมและการรักษาทางแพทย์ แต่ที่สุดน้องเขาก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณแก่ “ยาใจ” ในทุกรูปแบบที่ช่วยให้เกิดพลังเข้มเข็งต่อสู้โรคร้ายที่เผชิญอยู่

 กัลยาณมิตรบำบัดในบริบทของเงินๆ ทองๆ ก็ยังได้อยู่ ที่เห็นชัดเจนคือ เดือดร้อนเมื่อไหร่ ก็ได้เพื่อนฝูงนี่แหละที่เป็นธุระหยิบยืมให้ แต่ผมว่าเพื่อนที่ดีที่สุดก็ต้องคอยเตือน คอยปราม ดึงๆ กันไว้ อย่าพากันไปลงเหว ใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น น่าจะชวนกันทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือมีจิตอาสา จะดีกว่า 

 แม้ผมพยายามหาชื่อน้องเขาจากเมลหลายครั้ง ก็ยังไม่เจอ แต่ถึงจะไม่รู้จักส่วนตัว ผมก็ถือว่าน้องเขาเป็นกัลยาณมิตรที่ดีอีกคนที่ได้สอนและสร้างภูมิคุ้มกันโรคทางใจให้ผมและเพื่อนนักอ่านทุกคน 

 ผมให้กำลังใจน้องนะครับ และขอบคุณอีกครั้ง ที่เขียนเรื่องดีๆ เตือนสติพวกเรา… ขอบคุณครับ

ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]