
รวยด้วยทอง..กับเงินก้อนน้อยๆ
ต้องเรียกว่า ถล่มทลาย เลยทีเดียว สำหรับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ ที่ไต่ระดับจาก 873 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นบาทละ 14,050 บาท เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2552 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,222 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นบาทละ 19,150 บาท เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2
งานนี้ต้องบอกว่า “มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่” จริงๆ
เพราะความล้ำค่าของ “ทองคำ” ทำให้การลงทุนในทองดูเหมือนเป็นเรื่องของคนที่มีสตางค์เท่านั้น พวกเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่าได้หวังเข้าใกล้ ซึ่งเมื่อก่อนการลงทุนใน “ทองคำ” เน้นการสัมผัสจับต้องได้ ผ่านการซื้อ “ทองคำแท่ง” หรือ “ทองรูปพรรณ”
แต่ปัจจุบันด้วยช่องทางที่หลากหลายขึ้น และวิธีการเข้าถึงการลงทุนที่เป็นไปอย่างง่ายขึ้น ทำให้คนมีเงินหลักพันหรือหลักหมื่นนิดๆ ก็สามารถหากำไรจากการลงทุนในทองคำได้เช่นกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รวบรวมและสรุปข้อมูลการลงทุนใน “ทองคำ” ของนักลงทุนรายย่อยไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า การลงทุนในทองคำสามารถทำได้หลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งการลงทุนในแต่ละวิธีต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน
ลงทุนทองกับโกลด์ฟิวเจอร์ส
สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (โกลด์ ฟิวเจอร์ส) เป็นตลาดที่เพิ่งเกิดใหม่เพียง 10 เดือน สัญญาโกลด์ ฟิวเจอร์ส เป็นสัญญาที่ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงกันวันนี้ว่าจะซื้อขาย ณ ราคาที่ตกลงไว้ในอนาคต
การลงทุนในทองคำผ่านตลาดโกลด์ ฟิวเจอร์ส นั้น จะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 66,500 บาท ต่อ 1 สัญญา ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในทองคำจริงๆ ที่ผู้ลงทุนต้องจ่ายชำระเงินเต็มจำนวนตามน้ำหนักของทองคำที่ซื้อ อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้วยวิธีนี้ จะไม่มีการส่งมอบทองคำจริงให้แก่ผู้ลงทุน แต่จะใช้วิธีการจ่ายชำระเงินตามส่วนต่างกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นด้วยเงินสด ซึ่งการคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขาย 500 บาท ต่อ 1 สัญญา (1 สัญญา เท่ากับ ทองคำ 50 บาท) แต่หากซื้อขายจำนวนมากต่อวัน ก็จะมีส่วนลดตามขั้นบันได
เงินน้อยต้องซื้อผ่านกองทุนรวม
กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ที่ถือว่าสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้ได้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำให้มากที่สุด โดยมี 2 ลักษณะ นั่นคือ กองทุนรวมที่ไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งในต่างประเทศ ซึ่งผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปของกำไรส่วนเกินในกองทุนในต่างประเทศ หรือผลตอบแทนการลงทุนในตราสารอื่นๆ ที่กองทุนเข้าลงทุน เช่น หากผู้ลงทุนซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก 10 บาทต่อหน่วย ต่อมามูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มเป็น 11 บาทต่อหน่วย แสดงว่าผู้ลงทุนได้กำไร 1 บาทต่อหน่วย
การลงทุนขั้นต้นในกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำดังกล่าว จะเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักหมื่นบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มลงทุนโดยใช้เงินลงทุนจำนวนไม่มาก และสามารถถือครองหน่วยลงทุนได้ยาวนานตามต้องการ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุน 1.2-1.3% ของมูลค่าหน่วยลงทุน
เหมาะกับนักลงทุนที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในทองคำ และต้องการลงทุนผ่านการบริหารกองทุนของผู้จัดการกองทุน
ส่วนอีกลักษณะหนึ่ง คือ กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับราคาทองคำ จะเน้นลงทุนในตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับราคาทองคำในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ
สำหรับมูลค่าขั้นต่ำการสั่งซื้อครั้งแรกของกองทุนรวมประเภทนี้ เริ่มต้นที่ประมาณ 1 หมื่นบาทขึ้นไป มีระยะเวลาการลงทุน 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม อาจเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย และการลงทุนจะซับซ้อนกว่าประเภทแรก
“ออมทอง” ปรากฏการณ์ใหม่
ถ้าการลงทุนใน “โกลด์ ฟิวเจอร์ส” หรือ “กองทุนรวมทองคำ” ดูเหมือนจะยากเกินไปสำหรับมือใหม่ เพราะกลไกการลงทุนซับซ้อนกว่าการเดินเข้าร้านทองตู้แดง เพื่อซื้อทองคำมาเก็บครอบครองไว้ ก็ต้องพิจารณาอีกทางเลือกหนึ่งของการลงทุน ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน นั่นคือ “โปรแกรมออมทอง” ของบริษัท ออสสิริส จำกัด
“บุญเลิศ สิริภัทรวณิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส จำกัด บอกว่า ได้เปิดให้บริการ "ออมทอง" ภายใต้โปรแกรมการออมทองคำ ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนมีวินัยการออม และเพิ่มความมั่งคั่งให้แก่ผู้ลงทุนในอนาคตด้วยทองคำ โดยออสสิริสมีโปรแกรมการออมที่ช่วยสร้างนิสัยสู่ความมั่งคั่งในอนาคต 2 แบบ
โปรแกรมที่ 1 ออมเหรียญทองคำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บเล็กผสมน้อย เพื่อให้ได้สะสมเหรียญทอง สู่ความมั่งคั่งในอนาคต โดยเริ่มต้นที่ 1,000 บาท
ส่วนโปรแกรมที่ 2 ออมทองคำแท่ง เหมาะสำหรับคนที่อยากสร้างวินัยในการออม ด้วยการออมเป็นทองคำแท่ง โดยเริ่มต้นที่ 1 หมื่นบาท
เมื่อสมัครโปรแกรมการออม ผู้ลงทุนสามารถเลือกได้ หากต้องการออมเพื่อรับเหรียญทองคำเริ่มขั้นต่ำที่ 1,000 บาท หากต้องการออมเพื่อรับทองคำแท่ง เริ่มขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท โดยโปรแกรมจะสะสมสม่ำเสมอเป็นรายเดือน และปรับเปลี่ยนเงินออมรายเดือนให้มากขึ้น หรือน้อยลง เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน และตามแต่สภาพคล่องทางการเงินของตนเอง โดยโปรแกรมจะนำเงินออมไปซื้อทองให้ทุกวัน ตามระยะเวลาการออมของแต่ละราย ผ่านวิธีการตัดบัญชีอัตโนมัติกับธนาคาร ทุกวันทำการแรกของเดือน โดยไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ
แม้ว่า ทางเลือกในการลงทุนในทองคำจะง่ายขึ้น สะดวกขึ้นและหลากหลายขึ้น แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว สิ่งที่ผู้ลงทุนควรใส่ใจคือ แนวโน้มของราคาทองคำว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร รวมทั้งการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่า จะลงทุนเพื่อสะสมความมั่งคั่งหรือเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น เพราะแน่นอนว่า “ความเสี่ยง” ย่อมแตกต่างกัน
สำคัญที่สุดคือ ใช้บริการกับบริษัทที่เชื่อถือได้ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อบริษัทได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ผ่านเว็บไซต์ www.sec.or.th หรือโทร.0-2263-6000
จะได้ไม่ถูกหลอกลวงจนหมดเนื้อหมดตัวไปเสียก่อน
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



