
ด.ต.มิตรชัย..'ตำรวจม้า'เพื่อเด็กออทิสติก
จากนวนิยายแนวรักโรแมนติก "รักจากใจจร" (Dear John) ของผู้เขียน "นิโคลาส สปาร์ค" แปลโดย "จีระนันท์ พิตรปรีชา" มีเนื้อหาบางตอนกล่าวถึงการใช้ม้าบำบัดเด็กออทิสติก แถมท้ายเล่มยังแนะนำสถานที่การใช้ม้าบำบัดเด็กพิเศษในเมืองไทย
โดยการนำร่องของกองกำกับการตำรวจม้า เปิดดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปี 2548 ตลอดเวลา 5 ปีของภารกิจพิเศษแห่งตำรวจม้า มีส่วนช่วยเปลี่ยนเด็กพิเศษให้มีความพิเศษยิ่งขึ้นอย่างไร
“...คนบ้านเดียวกัน แค่มองตากันก็เข้าใจอยู่ รู้ว่าเหนื่อยแค่ไหน ว่าหนักแค่ไหนบนหนทางสู้ ยังมีคำปลอบโยน ยังมีคำปลอบใจ มีคำว่าซำบายดีบ่ ให้กันเสมอเด้อคนบ้านเฮา..." เสียงเพลงคนบ้านเดียวกันของนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง "ไผ่ พงศธร" ดังแว่วออกมาจากลำโพงภายในโรงฝึกม้าหลวง กองกำกับตำรวจม้า ถนนบางบอน เอกชัยซอย 111 กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของการวอร์มอัพด้วยการใช้ดนตรีบำบัด หากวันไหนเปิดช้าหรือลืมเปิดเพลง จะถูกทวงถามจากน้องๆ หนูๆ ทันที (ฮา)
หนูน้อยผิวขาวละเอียดเนียนใสในชุดสีชมพูหวานแหวว วัยยังไม่เต็ม 5 ขวบยืนเต้นตามจังหวะเพลงอย่างอารมณ์ดี สอบถามอะไรเธอก็จะตอบแบบห้วนๆ สั้นๆ จนคุณแม่ต้องกำชับให้พูดเพราะๆ บ่อยครั้ง ส่วนเพื่อนๆ ร่วมคอร์สของเธอราว 20 คน กำลังหมุนเวียนขึ้นขี่หลังอาชารูปร่างสง่าครั้งละ 4 คน สำหรับคนที่รอคิวต่างส่งเสียงกรีดร้องฟังไม่ได้สรรพ บางคนวิ่งวนไม่อยู่นิ่ง บ้างก็พูดคุยกันด้วยภาษาที่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ทุกคนกลับมีสีหน้าและแววตาแห่งความปีติสุขเหมือนกัน
"มะม้าพาขี่ม้า มะม้าพาขี่ม้า..." เสียงแหลมเล็กของเด็กชายตัวเล็กวัย 3 ขวบ บอกอย่างอารมณ์ดีขณะกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ มือเล็กๆ กระชับเชือกจูงม้าไว้แน่น ขณะนั่งอยู่บนหลังม้าที่มีครูฝึก 2 คนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด พาเดินวนรอบสนามจนครบ 4 รอบ ก่อนจะจับด้ามธงเดินหมุนวนอีกรอบ แล้วนำกลับมาปักไว้ที่เดิม
แล้วก็มาถึงคิวสุดท้ายเด็กชายวัย 6 ขวบ กรีดร้องด้วยความเสียใจ เอามือตีอกชกหัวตัวเองซ้ำๆ ดิ้นเร่าๆ ไม่ยอมขึ้นขี่ม้าเหมือนทุกๆ ครั้ง ทั้งที่เคยชื่นชอบเป็นพิเศษ จนครูฝึกอ่อนใจยกเลิกการฝึกครั้งนี้ แม้เด็กชายจะผ่านการฝึกมาครบ 1 คอร์สแล้ว แต่ด้วยความชื่นชอบจึงสมัครฝึกต่ออีก 1 คอร์ส เพียงแต่ครั้งนี้ "ฮันนี่" ม้าตัวโปรดเพิ่งป่วยตายไปเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
"เขาจำฮันนี่ได้ คงมีความผูกพันกัน เขาไม่รู้ว่ามันตายแล้ว" ด.ต.มิตรชัย โสดา วิทยากรประจำโครงการการใช้ม้าบำบัดเด็กพิเศษ (Hippotherapy) บอกถึงสาเหตุและขยายความว่า ปกติเวลาฝึกจะเปลี่ยนม้าไปตามคิวอยู่แล้ว กรณีนี้หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและให้คุ้นเคยกับม้าตัวอื่นสักระยะ เขาก็อาจลืมม้าตัวเดิมได้ และต้องยอมรับว่าม้าบำบัดจะมีอิทธิพลต่อเด็กพิเศษ เพราะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการ แตกต่างจากม้าแข่งที่ผู้ขี่จะมีอิทธิพลต่อม้าและเป็นผู้ควบคุมม้า
...จากประสบการณ์ 5 ปีที่คลุกคลีกับกลุ่มเด็กพิเศษในการทำหน้าที่พิเศษ นอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่ฝ่ายธุรการ ด.ต.มิตรชัยรู้สึกภูมิใจที่สุดที่เด็กพิเศษเหล่านี้มีพัฒนาการดีขึ้น อาการบางอย่างที่เกิดกับกลุ่มเด็กพิเศษดีขึ้น อย่างเช่น ผู้ปกครองเล่าให้ฟังว่า อาการน้ำลายยืดตลอดเวลาหายไปหลังจากเข้ารับการบำบัด เด็กบางรายมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และที่น่าประทับใจคือ เด็กกลุ่มนี้จดจำครูฝึกได้อย่างแม่นยำ ยามพบเจอในโรงเรียนหรือนอกสถานที่เด็กพิเศษเหล่านี้จะวิ่งเข้ามาทักทายและสวัสดี เท่านี้ ด.ต.อย่างเขาก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นที่สุดแล้ว และการปฏิบัติหน้าที่พิเศษตรงนี้ถือเป็นการ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ประชาชน" อย่างแท้จริง
สำหรับภารกิจพิเศษเพื่อเด็กพิเศษเหล่านี้จะมีขึ้นทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. มีผู้สนใจนำบุตรหลานที่มีอาการทางสมอง สมองพิการ ออทิสติก ดาวน์ซินโดรม ฯลฯ มาร่วมฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 40 รายต่อคอร์ส ใช้เวลา 12 วัน
วิธีฝึกจะให้เด็กพิเศษขี่บนหลังม้าแล้วครูฝึกจะคอยจูง คอยพูดคุยและสอนเด็กออกกำลังกายบนหลังม้า ภายในโรงฝึกม้าขนาดเท่าสนามบาสเกตบอล เดินวนรอบสนาม 4 รอบ ครบแล้วจะให้เด็กดึงธงที่ปักไว้กลางสนามเดินวนรอบเล็กๆ แล้วปักธงลงที่เดิม เป็นการฝึกมัดกล้ามเล็กที่แขนและนิ้วมือ สุดท้ายเด็กๆ จะได้ฝึกออกกำลังบนหลังม้า ด้วยท่าออกกำลังกายพื้นฐาน เช่น หมุนซ้าย ขวา ยกมือขึ้นลง เพื่อรู้จักการทรงตัวบนหลังม้า 2-3 นาทีเป็นอันเสร็จสิ้นการฝึกขี่ม้าบำบัด
"จังหวะก้าวเดินของม้าใกล้เคียงกับการเดินของมนุษย์ เด็กพิเศษที่พิการทางสมองเดินไม่ได้ จะเรียนรู้จังหวะการก้าวเดินของม้าที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของสะโพกเด็กขณะอยู่บนหลังม้า แต่ต้องใช้เวลาจึงจะเริ่มเห็นพัฒนาการของพวกเขา แม้เด็กจะไม่หาย แต่จะดีขึ้น"
ด.ต.มิตรชัย ยังฝากถึงผู้ปกครองที่ดูแลเด็กพิเศษอยากให้เปิดตัวเปิดใจยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น และรีบหากิจกรรมให้เด็กกลุ่มนี้ทำ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น แล้วจะรู้ว่าพวกเขาเกิดมาเพื่อเป็นเด็กพิเศษจริงๆ !
...ม้าสีหมอกตัวเขื่องวิ่งทะยานไปรอบลานกว้างด้วยท่าท่างลิงโลด เมื่อถูกปลดเปลื้องพันธนาการ หัวใจอิสระจึงโบยบิน หัวใจอิสระของเด็กพิเศษบางคนอาจไม่เคยได้รับโอกาสเช่นนั้น แต่ยังไม่สายที่จะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้โบยบินออกไปเรียนรู้โลกกว้างบ้าง...!?!
10 ปี ทรายทรุด 1 ศอก
พ.ต.อ.จักษ์ จิตตธรรม ผู้กำกับการกองกำกับการสุนัขและม้าตำรวจ บอกว่า เมื่อได้มาเห็นความบริสุทธิ์ รอยยิ้ม ไม่เสแสร้งของเด็กๆ กลุ่มนี้ ที่กำลังมีความสุขกับการขี่ม้าแล้ว รู้สึกมีความสุขไปด้วย เด็กพิเศษบางคนก็เป็นเด็กพิเศษเข้าขั้นเด็กอัจฉริยะ แต่ต้องค้นหาความพิเศษของพวกเขาให้เจอ ในฐานะกำกับดูแลงานตำรวจม้าก็พร้อมจะสนับสนุนและดำเนินการโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไป แต่จากการตรวจดูสภาพของโรงฝึกม้าทุกวันนี้ ทรายที่ใช้ถมที่เริ่มทรุดลงมาก กำลังดำเนินการเสนอของบประมาณมาปรับปรุงโรงฝึกม้าแห่งนี้อยู่ ป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อเด็กๆ ที่มาเข้าคอร์สขี่ม้าบำบัด
โรงฝึกม้าแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2540 พื้นทรายที่เคยอยู่ระดับเดียวกับฐานรั้วลดต่ำลงมาเกือบ 1 ศอก ระดับพื้นทรายไม่ราบเรียบเสมอกัน เคยมีอุบัติเหตุคนฝึกม้าตกม้ามาแล้ว เนื่องจากม้าจะมีสัมผัสพิเศษรับรู้ได้ว่า พื้นทรายเป็นโพรง หลุม บ่อ ม้าจะหยุดกะทันหันส่งผลให้เป็นอันตรายต่อม้าและคนขี่ได้
ทีมข่าวรายงานพิเศษ : เรื่อง
ชุติมา มั่นอ่วม : ภาพ



