
"อานันท์"ชี้รัฐบกพร่องไม่ปฏิบัติตาม'ม.67'
"อานันท์"ลงพื้นที่นัดแรก รับฟังเสียงชาวบ้านแก้มาบตาพุด ชี้ชัดรัฐบกพร่อง ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2 ลั่นอีก 2 สัปดาห์คลอดองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ด้านผู้ว่า ฯ ระยอง เผย เศรษฐกิจรากหญ้าในพื้นที่ได้รับผลกระทบหนักพร้อมส่งแผนลดและขจัดมลพิษ เข้าบอร์ดสิ่งแว
(5ธ.ค.) เวลา 15.00 น. ที่ศูนย์บริการผู้สูงอายุวัดแลง ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหานิคมอุตสาห กรรมมาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชน เป็นประธาน ฯ ได้เดินทางลงพื้นที่เป็นครั้งแรกเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ 5 ตำบล ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหามลพิษจากนิคมอุตสาหกรรม โดยมีตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมกว่า 100 คน
นายอานันท์ กล่าวว่า การมาของคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้ไม่ได้ถือเป็นการจัดประชาพิจารณ์ แต่เป็นการรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ เนื่องจากปัญหามลพิษมาบตาพุด จากการอนุมัติโครงการในมาบตาพุด 76 โครงการเมื่อ 2 ปีก่อน ทั้งๆ ที่ปัญหาเก่ายังไม่เสร็จ แต่กลับนำปัญหาใหม่เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นความบกพร่องของรัฐบาล ที่ไม่สามารถทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 ได้ แต่คณะกรรมการฯ จะยึดถือการปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 ที่กำหนดให้มีการตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นมาดูแลโครงการที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชนรุนแรง
"คณะกรรมการฯ ตั้งเป้าว่าจะจัดทำร่างพิมพ์เขียวการแก้ปัญหานิคมอุตสหกรรมมาบตาพุด พร้อมจัดทำประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ เสร็จสิ้นภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อมอบให้รัฐบาลไปดำเนินการแก้ปัญหาต่างๆ รวมทั้งปัญหาการหยุดชะงักของ 65 โครงการที่เหลือ ซึ่งหลังจากนั้นรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรก็ว่ากันต่อไป" นายอานันท์ กล่าว
ภายหลังรับฟังปัญหาและความเห็นจากชาวบ้าน นายอนันท์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมนำไปสู่ปัญหาทางสังคม ขณะนี้การแก้ปัญหายากขึ้น ไม่สามารถแก้ด้วยกฎหมายหรือกระบวนการทางยุติธรรมอย่างเดียว แต่จะต้องร่วมมือกันระหว่างประชาชนและธุรกิจ โดยหลายประเทศในโลก อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ย้อนไปเมื่อ 40 - 60 ปีก่อน เคยผ่านช่วงยุคอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ก็สามารถจัดการให้อุตสาหกรรมและชุมชนอยู่ด้วยกันได้ เพราะรัฐบาลวางหลักเกณฑ์ วางมาตราฐานให้เป็นที่พึงพอใจประชาชนกับธุรกิจ โดยมีการบังคับใช้อย่างแท้จริง โดยรัฐบาลอาศัยภาคธุรกิจและชุมชนดูแลตนเองและดูแลซึ่งกันและกัน มีการพบกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง มีคณะกรรมการด้านต่าง ๆ ดูแลปัญหาในพื้นที่อุตสาหกรรมสนับสนุนคนงานมาคลุกคลีกับชาวบ้าน ทุกอย่างต้องโปร่งใสและชาวบ้านไปตรวจโรงงานได้ ไม่ต้องคอยรัฐบาล ซึ่งเป็นวัฒนธรรมใหม่
“ ในประเทศไทย รัฐบาลยังไม่สามารถสร้างมาตรฐานให้เป็นที่พึงพอใจ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ เรื่องคอรัปชั่น แทรกแซงการเทือง แทรกแซงธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเมืองไทย ส่วนตัวการแก้ไขปัญหามาบตาพุดระยะสั้นเป็นหน้าที่รัฐบาล ส่วนการปฏิบัติตาม มาตรา 67 วรรค 2 เป็นหน้าที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ต้องทำโดยไม่เห็นแก่หน้าใคร นายก ฯ ก็สั่งไม่ได้ รองนายก ฯ ก็สั่งไม่ได้ แต่คณะกรรมการ ฯ จะทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ ยืดหยัดสู้ในหลักการ แต่วิธีการปรับกันได้ หาทางเดินร่วมกันได้ และรับผิดชอบด้วยกัน ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่เพื่อหาเสียงผลประโยชน์" นายอานันท์ กล่าว
นายอานันท์ กล่าวย้ำอีกว่า เมื่อไหร่ ภาคธุรกิจสร้างความน่าเชื่อถือให้กับภาคประชาชนได้ เมื่อนั้นปัญหาหมด อย่างท้อแท้ไม่ใช่หาทางออกไม่ได้ เมืองไทยไม่ได้อยู่ในยุคหิน เป็นคุณสมบัติ เป็นค่านิยมของคนไทย เอากลับมาใช้ เลือกคึดถึงเขาและเรา ความเห็นที่แตกต่างคุยกันได้ ก้าวหน้าไปด้วยกัน ไม่ใช่ถอยคนละก้าว ก้าวด้วยกันไปได้ไกล
นายสยุมพร ลิ่มไทย ผวจ.ระยอง เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำแผนการลดและขจัดมลพิษ ภายใต้การประกาศเขตควบคุมมลพิษ จ. ระยอง ว่า ขณะนี้ได้ส่งแผนปฏิบัติการฯ ซึ่งได้คัดกรองจนเหลือโครงการเร่งด่วนรวม 16 โครงการ สำหรับปี 53 วงเงิน 390 ล้านบาท ให้กับกระทรวงวทรัพยากรแห่งชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอให้กับคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยสาระสำคัญของแผนดังกล่าวคือการแก้ปัญหาน้ำเสียที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนจำนวน 8-9 แห่ง โดยเฉพาะคลองชากหมากที่ต้องเร่งขุดลอกตะกอนออกมาบำบัด ส่วนปัญหาด้านกากของเสียขณะนี้ได้ประสานให้โรงงานอุตสาหกรรมติดตั้งระบบจีพีเอสในรถบรรทุกขนกากของเสียเพื่อตรวจสอบการนำไปทิ้ง รวมทั้งได้เสนอของงบประมาณในการนำการนำขยะจำนวน 4 แสนตัน ซึ่งประกอบด้วยขยะชุมชนและขยะกากของเสียในบ่อออกไปทิ้งนอกพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี โดยอยู่ระหว่างการจ้างเอกชนนำไปทำลายอย่างถูกวิธี ซึ่งจะใช้วงเงิน 270 ล้านบาท
นายสยุมพร กล่าวอีกว่า ส่วนการเยียวยาปัญหาสุขาภาพของชาวบ้านก่อนหน้านี้ คณะกรรมการฯ ชุดนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอขอวงเงินงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งจำนวน 600 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงพยาบาลและสถานีอนามัยเพื่อรองรับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ให้ได้อย่างเต็มที่ แต่ล่าสุดทางจังหวัดได้เสนอของงบเพิ่มเติมอีกจำนวน 294 ล้านบาท ระยะเวลาปี 2553-/2555 เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ รวมทั้งรถตรวจสุขภาพเคลื่อนที่เพื่อออกตรวจชาวบ้านในเขตควบคุมมลพิษทั้งหมด โดยตั้งเป้าว่าจะเริ่มปฎิบัติการภายในต้นปี 53 นิ้ อย่างน้อยจะมีชาวบ้านได้รับบริการตรวจสุขภาพ 1 หมื่นคนต่อปี
ผวจ.ระยอง กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ภายหลังมีคำสั่งให้ระงับ 76 โครงการชั่วคราว ไม่เพียงแต่กระทบการลงทุนทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากการขยายการลงทุนทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่มากกว่า 4 หมื่นคน ยังมีประชากรแฝงที่เข้ามาในพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจเล็กๆ อีกราว 4 แสนคนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจไปด้วย โดยเฉพาะห้องแถว ตลาดนัด ร้านขายอาหาร กลุ่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง และธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งมีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทต่อไป เริ่มเกิดภาวะซบเซาอย่างมาก ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ คาดว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อีก 1-2 เดือนเศรษฐกิจระดับรากหญ้าจะย่ำแย่เป็นอย่างมาก และจังหวัดเตรียมเข้าไปประเมินผลกระทบในภาพรวมซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ทางที่ดีควรให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว



