
กังวลยอดกู้เงินด่วนพุ่งปีใหม่ร้านค้าอัดโปรโมชั่นล่อวัยรุ่น
สศช.ห่วงเงินด่วนขยายตัวมากช่วงปีใหม่ ร้านค้าอัดโปรโมชั่นล่อใจวัยรุ่น เตือนครอบครัวดูแลลูกหลานใกล้ชิด ระบุรูปแบบเงินด่วนซับซ้อนมากขึ้น พบกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเป็นเหยื่อมากสุด ตามมาด้วยกลุ่มนักศึกษา
นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ สศช.มีความกังวลว่าสินเชื่อเงินด่วนจะขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบซื้อของแบรนด์เนม เนื่องจากช่วงปีใหม่ร้านค้าต่างๆ จะมีโฆษณาและโปรโมชั่นล่อใจทำให้จิตใจที่อ่อนไหวของวัยรุ่นอยากได้อยากมี รวมถึงยังกู้เงินเพื่อเที่ยวกลางคืน สังสรรค์ร่วมกันกับเพื่อนฝูง อีกทั้งช่วงนี้เป็นฤดูกาลเตะฟุตบอลของต่างประเทศที่วัยรุ่นชอบเล่นพนันจะใช้โอกาสเพิ่มหนี้มากขึ้น สศช.จึงอยากให้ครอบครัวและสังคมใช้เวลาช่วงนี้ดูแลลูกหลานมากขึ้น
ทั้งนี้ปัจจุบันเงินด่วนมีหลากหลายรูปแบบและซับซ้อนมากขึ้น หากเป็นเงินด่วนในระบบมีทั้งสินเชื่อบัตรเงินสด สินเชื่อเงินผ่อน และรีไฟแนนซ์รถยนต์ แม้รูปแบบไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่เงินด่วนนอกระบบมีพัฒนาการมากขึ้น ปัจจุบันมีการยึดบัตรเอทีเอ็มสำหรับผู้มีรายได้ประจำ หรือนักเรียนนักศึกษาใช้รายได้จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นหลักประกัน ทั้งยังนิยมฝากโทรศัพท์มือถือไว้กับเจ้าหนี้ หรือจำนำทะเบียนรถ
นอกจากนี้ยังมีเงินกู้ด่วนที่อาศัยเครื่องมือทางการเงินในระบบ เช่น ให้ลูกค้าที่มีบัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าแล้วนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดกับผู้ให้กู้นอกระบบ ซึ่งผู้ให้บริการจะคิดค่าดำเนินการ 10-20% หรือการให้เงินสดผ่านการอนุมัติสินเชื่อเงินผ่อน เพียงซื้อสินค้าตามร้านค้าที่มีป้ายบริการสินเชื่อเหล่านั้น ผู้ให้กู้นอกระบบจะรับซื้อสินค้าเองจะคิดค่าบริการ 30% ทำให้ผู้กู้ต้องจ่าย 2 ต่อ ทั้งค่าดำเนินการและภาระผูกพันผ่อนชำระสินค้าพร้อมดอกเบี้ย
สำหรับกลุ่มอาชีพที่กู้เงินด่วนมากที่สุดคือพ่อค้าแม่ค้าหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ รองมาเป็นนักเรียนนักศึกษา พนักงานเอกชน และพ่อบ้านแม่บ้าน ซึ่งสาเหตุที่กู้เพราะได้เงินง่าย สะดวก ไม่ต้องมีหลักประกัน โดยภาระหนี้เงินด่วนเฉลี่ยรายละ 35,090 บาท อย่างไรก็ตามส่วนมากมีความสามารถชำระหนี้ มีเพียง 5.7% มีปัญหา และ 25.8% กู้จากแหล่งอื่นมาชำระ
นางสุวรรณี กล่าวถึงภาวะสังคมไตรมาส 3 ปีนี้ว่า คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นทั้งจากการว่างงานที่ลดลง มีผู้ประกอบอาชีพอิสระเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาคการค้า บริการ ซึ่งเป็นการปรับตัวหลังวิกฤติเศรษฐกิจ แต่ที่ต้องเฝ้าระวังคือ การคุ้มครองแรงงานและหลักประกันทางสังคม รวมทั้งแหล่งเงินทุน โดยแรงงานโดยเฉลี่ยขณะนี้ระดับการศึกษาดีขึ้น
"ยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการเพิ่มขึ้นของการเสพบุหรี่มวนเองและยาสูบไร้ควันจากราคาที่ถูก เพราะไม่มีภาษีและการโฆษณาในอินเทอร์เน็ต สวนทางกับบุหรี่ปกติที่สูบลดลงจากภาษีสรรพสามิตที่เพิ่มขึ้น" นางสุวรรณี กล่าว



