
มองแง่ดี...มาร์คยกหูถึงฮุนเซน!
ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาสู่ความชื่นมื่นโดยง่าย เมื่อฝ่ายกัมพูชายังพยายามยั่วยุรัฐบาลไทยอยู่เป็นระยะ สอดรับกับการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังเดินเกมเขย่าประเทศไทยไม่หยุดหย่อน
อย่างไรก็ตาม ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับมองว่า ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
โดยเฉพาะหลังจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ยกหูคุยโทรศัพท์กับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อยืนยันว่า ไทยยังไม่ได้ยกเลิกการให้เงินช่วยเหลือ 1,400 ล้านบาท ตามโครงการก่อสร้างถนนสาย 68
ดร.ปณิธาน เล่าถึงความเป็นมาของการยกหูคุยกันครั้งประวัติศาสตร์นี้ว่า ขณะนี้ข้อตกลงที่ ครม. มีมติยกเลิกมีเพียงเรื่องเดียว คือ เอ็มโอยูพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล แต่กัมพูชาเข้าใจว่า ไทยจะยกเลิกทั้งหมด เราจึงยืนยันกลับไปว่า เราไม่ได้ยกเลิก
แต่ สมเด็จฮุน เซน ต้องการคำยืนยันจากปากของนายกฯ ไทย และร้องขอให้นายอภิสิทธิ์โทรไปหาด้วยตัวเอง !
จึงเป็นที่มาของข่าวว่า นายกฯ ของไทยโทรไป "ง้อ" ให้นายกฯ กัมพูชา มากู้เงิน ซึ่งเรื่องนี้ ดร.ปณิธาน กล่าวอย่างติดตลกว่า ถ้าเราไม่โทรไป เขาก็จะหาว่าเรางอน แต่พอโทรไปก็หาว่าเราง้อ ตกลงก็ทั้งง้อ-ทั้งงอน แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เลย เพราะทางการทูตเราทำตามธรรมเนียม ทำตามมารยาท เพราะเขาสับสนในข้อมูลเต็มที่ เมื่อเขาขอให้ช่วยยืนยัน เราก็ยืนยัน
พอนายกฯ กัมพูชา ร้องขอมา ท่านนายกฯ จึงโทรกลับไปตามการร้องขอ และบอกว่าอีก 2 วันจดหมายจะไปถึง
นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังบอกเพิ่มด้วยว่า ยังอยากกลับไปมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แต่การจะกลับไปตรงจุดนั้นก็ต้องแก้ที่ต้นตอของปัญหาเสียก่อน ท่านนายกฯ ฮุนเซน ก็รับไปพิจารณา
เมื่อถามว่า จะพิจารณาเรื่องเงินกู้หรือเรื่องความสัมพันธ์ทั้งหมด ดร.ปณิธาน ย้ำว่า เป็นเรื่องความสัมพันธ์ แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด
ทั้งนี้ การพูดคุยกันของสองผู้นำนับเป็นการพูดคุยกันโดยตรงครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม ที่สมเด็จฮุน เซน ออกมาพูดถึงเรื่องการแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษา และกล่าวแทรกแซงกิจการภายในของไทยในการประชุมอาเซียนที่ชะอำ-หัวหิน
ดร.ปณิธาน จึงค่อนข้างเชื่อว่า นี่เป็น "จุดเปลี่ยนผ่าน" ของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
ส่วนท่าทีของมารดา นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรชาวไทยที่ถูกจับกุมในกัมพูชาที่เข้าไปขอความช่วยเหลือจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เขาก็มองว่า เป็นท่าทีปกติของแม่ที่พยายามช่วยเหลือลูกทุกวิถีทาง ประกอบกับความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวด้วย
"ไม่ว่าใครจะสนิทกับใคร ใส่เสื้อสีอะไร เห็นด้วยหรือไม่กับรัฐบาล แต่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ที่ถูกตีกรอบให้ดูแลคนไทยทุกคนอยู่แล้ว"
เมื่อถามถึงความห่วงใยต่อท่าทีของกัมพูชาที่อาจสั่งปิดบริษัทคนไทยเพิ่ม หรือกระทั่งปิดชายแดน หรือน่านน้ำ เพื่อกดดันไทยมากขึ้น เขาก็ไม่กังวลมากนัก เพราะเชื่อว่ากัมพูชาจะรักษาบรรยากาศการลงทุน อีกทั้งบริษัทที่เข้าไปลงทุนก็มีสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหารกัมพูชามานาน
ขณะที่การปิดด่านชายแดน หรือปิดน่านน้ำก็ไม่คิดว่ากัมพูชาจะทำเช่นนั้น เพราะจะกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ ส่วนจุดยืนของไทย คือ จะไม่มีการสั่งปิดด่านชายแดน
สำหรับความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เดินทางออกจากดูไบ และอาจกลับเข้ามาที่กัมพูชานั้น เขาก็ไม่ค่อยกังวลเพราะคิดว่าคนไทยเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ
ส่วนการเดินทางโดยไม่เปิดเผยแหล่งที่อยู่ของอดีตนายกฯ ก็แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ สังเกตได้จากการที่ประเทศใหญ่ๆ ไม่ยอมให้ใช้เป็นฐานทางการเมืองจน พ.ต.ท.ทักษิณ เหลือพื้นที่น้อยลงเรื่อยๆ
เมื่อให้ประเมินว่า หากมีคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อ่อนแรงลงหรือไม่ ดร.ปณิธาน มองว่า "ผมว่ารอดูรูปคดีดีกว่า อย่าไปก้าวล่วงศาลเลย แต่คิดว่าเมื่อพิพากษาแล้ว สถานการณ์น่าจะคลี่คลายลงไป"
เราขอให้ทำนายแนวโน้มสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในปีหน้า
"มันมีลงก็มีขึ้น เราก็พยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ขณะนี้ยังมีเงื่อนไขที่ทำให้ปรับปรุงความสัมพันธ์ได้ยากอยู่ ซึ่งก็ต้องไปแก้เงื่อนไขเหล่านั้น และคนที่แก้ได้ง่ายที่สุด คือ กัมพูชา"
ส่วนจะถึงขั้นมีสงครามหรือไม่ ดร.ปณิธาน ก็พูดให้อุ่นใจได้เลยว่า สมัยนี้ไม่มีใครพูดถึงสงครามแล้ว เขาพูดถึงการค้าขายกัน เพราะอีกหน่อยทุกประเทศในอาเซียนก็จะกลายเป็น "เขตเศรษฐกิจเดียวกัน" แล้ว
อาคม ไชยศร



