
หั่นกำไรบจ.เกี่ยวพันลงทุนมาบตาพุด
โบรกเกอร์ประเมินหากปัญหามาบตาพุดเป็นปี ฉุดกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้อง 20-30% ชี้ ปตท.เคมิคอล กระทบหนักสุด ห่วงผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงการจ้างงาน
หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ระงับ 65 โครงการลงทุนในมาบตาพุดไว้ก่อนนั้น ปรากฏว่าบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ประเมินว่า บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมมากที่สุด รองลงมาได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
บทวิเคราะห์ของ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวจะมีผลกระทบกับรายได้และกำไรสุทธิในปี 2553 ของบริษัทที่ต้องเลื่อนเปิดโครงการ, ปัญหาหนี้สินโครงการกับสถาบันการเงิน และปัญหากับผู้รับเหมาของโครงการทั้ง 65 แห่ง ในการประเมินผลกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2553 หากโครงการในมาบตาพุดเลื่อนออกไป 6-9 เดือน พบว่า บริษัท บริษัทปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น ได้รับผลกระทบน้อยมาก, ปตท.เคมิคอลกระทบมากที่สุด โดยกำไรสุทธิลดลง 18-26% รองลงมาเป็น ปูนซิเมนต์ไทยลดลง 9-14% ส่วน ปตท.ได้รับผลกระทบปานกลาง ลดลง 7-10%
ด้าน บล.ฟินันเซีย ไซรัส รายงานว่า คำตัดสินของศาล จะยังผลกระทบทางลบต่อเนื่อง เพราะแม้ 11 โครงการจะสามารถดำเนินต่อไป แต่ก็ยังมีความเสี่ยงว่าหน่วยงานรัฐจะให้ใบอนุญาตในการเปิดโรงงานหรือไม่ ถ้าคดีมาบตาพุดยังไม่จบ อย่างไรก็ตาม โครงการต่างๆ ไม่ได้ถูกยกเลิกแต่เป็นการเลื่อนออกไป ประเมินในแง่เลวร้ายสุดว่าถ้าต้องเลื่อนไป 1 ปีจะกระทบกำไรบริษัทที่เกี่ยวข้อง 20%- 30% โดยปตท.เคมิคอล หนักสุด กำไรลด 27%
บทวิเคราะห์ บล.เอเชียพลัส ระบุว่า ในกรณีที่เลวร้ายหากโครงการต่างๆ ต้องชะลอการดำเนินงานออกไป 1 ปี จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ และมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นปี 2553 ราว 10% โดย ปตท.เคมิคอล จะกระทบหนักสุด อย่างไรก็ตามผลการตัดสินให้ระงับโครงการในนิคมมาบตาพุด กระทบลูกโซ่ต่อกลุ่มธนาคาร และนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากโครงการลงทุนที่ถูกระงับในครั้งนี้มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท จึงคาดว่าจะผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง รวมทั้งการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของต่างชาติในอนาคต และในที่สุดจะกระทบต่อนิคมอุตสาหกรรม และการจ้างงานในประเทศไทย



