ข่าว

อภิสิทธิ์เรียกประชุมแก้มาบตาพุดหลังศาลสั่ง

อภิสิทธิ์เรียกประชุมแก้มาบตาพุดหลังศาลสั่ง

03 ธ.ค. 2552

นายกฯเรียกประชุมแก้ปัญหามาบตาพุด เร่งกรรมการ 4 ฝ่ายออกมาตรการรองรับคำสั่งศาล พร้อมสั่งสำรวจความเสียหายภาคเอกชน มั่นใจใช้เวลาไม่นาน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 3 ธ.ค.ที่ห้องประชุมศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐกรณีปัญหามาบตาพุด โดยมีบุคคลสำคัญภาครัฐ อาทิ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ รองนายกฯ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ประทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน ผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ ตัวแทนคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ นิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ใช้เวลาประชุม 1 ชั่วโมงครึ่ง

 จากนั้นนายอภิสิทธิ์เปิดเผยผลประชุม ว่า สรุปผลประชุม 3 เรื่อง ข้อแรกคือคณะกรรมการ 4 ฝ่ายในปัจจุบันกำลังดูเรื่องระเบียบที่จะมารองรับมาตรา 67 วรรค 2 ซึ่งตามกำหนดที่ให้ไว้ ใช้เวลาอีกไม่นาน ฉะนั้นตรงนี้จะเป็นฐานซึ่งโครงการทุกโครงการที่ยังเป็นปัญหาในการดำเนินการ จะสามารถเข้ามาใช้ช่องทางนี้ได้เลย เมื่อใช้ช่องทางดังกล่าวและดำเนินการตามขั้นตอนเสร็จสิ้น ก็สามารถที่จะไปขอศาลให้ไม่ถูกระงับโครงการ ประเด็นนี้เป็นหลักการที่ใหญ่ที่สุด

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อที่สอง คือ ที่ประชุมคุยกันว่า รัฐมีหน้าที่แจ้งให้ภาคเอกชนทราบถึงคำสั่งของศาล ซึ่งเป็นคำสั่งระงับ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แล้วต้องการให้เอกชนเคารพคำสั่งศาล และ ข้อที่สาม คือ ในส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการบริหารจัดการหรือจำกัดความเสียหาย รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่น ได้มอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน ไปทำรายละเอียดมาเป็นรายโครงการว่า แต่ละโครงการสถานะอยู่ที่ไหนอย่างไร แล้วมีปัญหาอะไร หรือได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างกับคำวินิจฉัยของศาล รัฐบาลจะได้ไปดูว่าจะบริหารจัดการจำกัดความเสียหายนี้อย่างไรบ้าง

 เมื่อถาม ถึงมาตรการชัดเจนในการเข้าเยียวยาผลกระทบ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปสำรวจให้หมดก่อน เมื่อถามว่า จะเยียวยาเป็นอะไร เป็นเงินชดเชยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ให้สำรวจมาก่อน แล้วรัฐบาลจะพิจารณาอีกที เมื่อถามว่า ในส่วนของโครงการที่มีการจัดทำผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ก่อนปี 2550 จะสามารถเดินหน้าโครงการได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์เลี่ยงตอบ ว่า “ผมไม่ใช่ศาล” เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น กระทบหรือทำให้ต้องเปลี่ยนเป้าจีดีพีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ก็มีกระทบบ้าง แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนเป้าจีดีพีในปีนี้” เมื่อถามว่า ที่ประชุมได้พูดถึงประเด็นที่เอกชนอาจขาดความเชื่อมั่น จนมีการย้านฐานการผลิตบ้างหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีการคุยกัน โดยตนขอให้ไปสำรวจเป็นรายโครงการมา

นายกสมาคมต้านโลกร้อนขู ฟ้อง181โครงการ

 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อน หนึ่งในผู้ฟ้องคดีมาบตาพุดต่อศาลปกครอง ให้สัมภษณ์ในรายการ "ตรงประเด็นกับกรุงเทพธุรกิจ" เช้าวานนี้(พฤหัส)ว่า สำหรับโครงการลงทุน 181 โครงการทั่วประเทศที่คณะทำงานของทางสมาคมฯ ไปตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้ดำเนินการตาม รธน.มาตรา 67 นั้น หากโครงการใดมีการประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินการตาม รธน.ทางสมาคมก็จะไม่ฟ้องต่อศาลปกครอง

 เขา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ทางสมาคมได้ส่งหนังสือแจ้งไปทั้ง 181 โครงการแล้วว่าต้องทำตาม รธน.มาตรา 67 หากไม่ดำเนินการก็จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองเช่นเดียวกับกรณีมาบตาพุด ซึ่งมีหลายบริษัทติดต่อกลับมาว่าพร้อมดำเนินการตาม รธน. แต่ตอนนี้ยังไม่มีกฎเกณฑ์ออกมาจึงยังไม่สามารถทำอะไรได้

 "ช่วงนี้เราจะยังไม่ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และถ้าภายในสิ้นปีนี้โครงการไหนประกาศออกมาชัดเจนว่าจะดำเนินการตาม รธน.เราก็จะไม่ฟ้อง โโยอาจจะทำจดหมายตอบกลับมาที่สมาคมก็ได้ หลังปีใหม่เราจะมาสรุปกันอีกครั้งว่าเหลือบริษัทที่จะต้องฟ้องร้องมากน้อยแค่ไหน" นายศรีสุวรรณ กล่าว

 ทั้งนี้ นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า โครงการทั้ง 181 โครงการเป็นโครงการที่อยู่ทุกภูมิภาค แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคตะวันออก โดยมีทั้งโครงการถลุงเหล็ก ปิโตรเคมี และโครงการผลิตไฟฟ้า

 นายศรีสุวรรณ ยังกล่าวด้วยว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 1 และ 5 จะต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก ต่อกรณีที่เคยวินิจฉัยเกี่ยวกับแนวการปฏิบัติตาม รธน.มาตรา 67 ที่ระบุว่าเมื่อยังไม่มีองค์กรอิสระก็สามารถเดินหน้าโดยใช้กลไกเดิมที่มีอยู่ได้ หากกรรมการเหล่านั้นไม่แสดงความรับผิดชอบ ทางคณะทำงานของสมาคมก็จะมาพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เรื่องการปฏิบัติ หรือเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) หรือไม่ หากเห็นว่าผิดก็จะมีการแจ้งความดำเนินคดีแน่นอน

 ต่อข้อถามที่ว่า สิ่งที่เขากระทำอยู่อาจทำให้ถูกมองว่าเป็นผู้ขัดขวางการลงทุนซึ่งเป็นการพัฒนาประเทศ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า "ผมยินดี แต่สิ่งที่ผมทำก็เพื่อให้การลงทุนต่างๆเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ รธน.กำหนดไว้ ไม่ใช่ให้ไปปิดโครงการ และหากทำตามกฎกติกา โครงการต่างๆก็สามารถอยู่ร่วมกับชาวบ้านได้อย่างยั่งยืน"