ข่าว

คิดแคบๆในการเมืองไทยๆ ?

คิดแคบๆในการเมืองไทยๆ ?

03 ธ.ค. 2552

เมื่อมีการนำเสนอแนวคิดเรื่องใดก็ตามที่เกิดขึ้นกับกลุ่มการเมืองซีกฝ่ายค้านมักจะมีการตอบโต้เพื่อลดความน่าเชื่อถือของซีกที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลทันที นี่คืออมตะพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับการขับเคลื่อนงานการเมืองของประเทศไทยนานมาแล้ว ทำให้เรามองเห็นว่าการพัฒนาและการเปลี

กรณีการนำเสนอวิธีการแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้โดยการให้อำนาจแก่ประชาชนในการบริหารจัดการปกครองท้องถิ่นตนเองตามแนวทางการกระจายอำนาจภายใต้ข้อกฎหมายและรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทยอย่างสมบูรณ์แบบเท่าที่จะกระทำได้ ท่านจะเรียกว่าการปกครองแบบนี้ว่าอย่างไรไม่สำคัญ ถ้าเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะต้องช่วยกันขบคิดหาแก่นแท้ของแนวความคิด ท่านหัวหน้ารัฐบาลน่าจะได้คะแนนความเป็นผู้นำอีกโข แต่นี่ไม่ทันจะได้ทำอะไรเลย เพียงแต่เสนอแนวคิดก็ถูกนักการเมืองซีกรัฐบาลและซีกที่ไม่เห็นด้วยถือว่าเป็นการหาเสียงทางการเมือง เป็นการฉวยโอกาส เป็นการสร้างกระแส อีกสารพัด และลึกลงไปจนถึงขนาดยกเรื่องขบวนการแบ่งแยกดินแดนเก่าๆ เพื่อทำให้คนไทยได้เข้าใจไขว้เขวตามรูปแบบของนักปลุกระดมด้านความรักชาติยุคปราบคอมมิวนิสต์

 มันคงไม่ต่างอะไรกับข้อเสนอเล็กๆ (ง่ายๆ) ของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (ก.อ.ส.) ข้อหนึ่งเรื่องการใช้ภาษามลายูเป็นภาษาทำงาน (working language)เพื่อเป็นสื่อในการสร้างความเข้าใจและความสะดวกในการทำงานและการบริการประชาชนของข้าราชการในท้องถิ่น กลับถูกโจมตีในทำนองความไม่รักชาติ จึงมีคำพูดและความคิดที่ค่อนข้างจะขาดๆ วิ่นๆ ว่า“เป็นคนไทยต้องพูดภาษาไทย (เท่านั้น?) และมากไปกว่านั้นกลับย้อนถามว่าคุณเป็นคนไทยหรือเปล่า?” ทำให้ดูเหมือนกับว่าแนวคิดการยอมรับความหลากหลายยังไม่เกิด ยังคิดว่าประเทศไทยต้องมีเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรมและประเพณีเดียวเฉกเช่นยุคการสร้างรัฐชาติของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ที่ผ่านมากว่า 5 ทศวรรษ ประเทศไทยจึงย่ำอยู่กับที่เช่นนี้มาตลอด

 เมื่อมีการนำเสนอในสิ่งที่น่าจะเกิดประโยชน์แก่คนภาคใต้กลับถูกเบรกถูกทุบถูกกระแทกแดกดันสารพัด เพื่อให้ความคิดเห็นที่ต่างกันตกลงไป เพียงความสะใจเท่านั้นทั้งๆ ที่หลายครั้งได้แสดงออกถึงภูมิปัญญาของผู้โต้ตอบบางคนว่ามีมากน้อยเพียงใด และหลังจากนั้นคนเหล่านี้ก็คงจะนั่งก๊งเหล้าบรั่นดีราคาแพงๆ ตรงกลางห้องอันโอ่โถงด้วยอากัปกิริยาที่ยิ้มย่องลำพองใจเป็นนักเป็นหนาว่าข้าได้ทำให้มันตกลูกแท้งตายไปแล้ว เหยื่ออันโอชะรายใหม่จะจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เขาทั้งหลายก็พร้อมจะปฏิบัติการเช่นรูปแบบนี้มาอย่างช่ำชองและดูเป็นกระบวนการที่ชัดเจน สุดท้ายปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมุมมองของนักการเมืองก็จะกลายเป็นเกมป่าหี่ทางการเมืองแบบเดิมๆ เช่นนี้

 ประชาชนที่เป็นพลเมืองไทยต้องช่วยกันหาทางออกของประเทศชาติ เราต้องช่วยกันวางกระบวนการประชาธิปไตยให้เข้าสู่ในจิตสำนึกของอนุชนรุ่นนี้ให้หนักแน่น เพื่อผลักดันให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่จะต้องวางกระบวนการประชาธิปไตยผ่านกระบวนการศึกษาอย่างไร กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงอื่นๆ น่าจะโหมเรื่องวัฒนธรรมที่ดีงามตามวิถีท้องถิ่นไทยให้ออกตามสื่อพร้อมกับการสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในประเทศรู้สึกว่าความเป็นพลเมืองไทยนี้น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่มาเล่นปาหี่ในการครองบ้านครองเมืองอย่างที่เป็นอยู่ เพราะความเจ็บช้ำน้ำใจที่บังเกิดแก่ประชาชนจากวิวาทะของนักการเมืองแบบนี้มีมามากพอแล้ว

อัฮหมัด สมบูรณ์  บัวหลวง
Thailand Centre for Muslim and Democratic Development (TCMD)
[email protected]