ข่าว

2คตส.ยันมีหลักฐานทรัพย์สินขายหุ้นชินฯได้มามิชอบ

2คตส.ยันมีหลักฐานทรัพย์สินขายหุ้นชินฯได้มามิชอบ

03 ธ.ค. 2552

ทนาย "ทักษิณ" ซักยิบ “นาม-คุณหญิงจารุวรรณ" อดีต คตส. ขึ้นศาลไต่สวนยึดทรัพย์แม้ว 7.6 หมื่นล้าน จี้ปม คตส. ไม่เป็นกลาง ขณะที่ 2 คตส. ยันมีหลักฐานทรัพย์สินขายหุ้นชินฯได้มาไม่ชอบ ศาลนัดไต่สวนพยานอัยการอีก 2 ปาก 15 ธ.ค.นี้ “กล้านรงค์ – สุรเกียรติ์” จ่อคิวเบิก

 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 ธ.ค.นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมองค์คณะ รวม 9 คน ไต่สวนพยานอัยการ คดีที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ใช้อำนาจหน้าที่ขณะดำรงตำแหน่งออกนโยบาย 5 มาตราเอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัว อันเป็นการทับซ้อนประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม รวมทั้งทรัพย์สินที่มีชื่อบุคคลในครอบครัว และบุคคลใก้ลชิดรวม 22 ราย ซึ่งเป็นผู้คัดค้าน มูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาทที่ได้จากการขายหุ้น บริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน) พร้อมดอกผล ตกเป็นของแผ่นดิน

 โดยวันนี้ อัยการนำพยานซึ่งเป็นอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) ไต่สวนรวม 2 ปาก ประกอบด้วยนายนาม ยิ้มแย้ม อดีต ประธาน คตส. และ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงนแผ่นดิน และอดีต คตส. ซึ่งเป็นประธาน อนุ คตส. ติดตามทรัพย์สินที่ คตส. มีคำสั่งให้อายัดคดีนี้

 นายนาม เบิกความตอบอัยการ ยืนยันว่า ไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ขณะที่การไต่สวนคดีนี้ ได้ตั้งอนุ คตส. ขึ้นมารับผิดชอบสำนวน ซึ่งพยานหลักฐานที่รวบรวมได้เพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นได้มาโดยไม่ชอบ

 ขณะที่ทนายความฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามซักถามพยานเกี่ยวกับ อดีต คตส. 3 คน คือ นายแก้วสรร อติโพธิ นายบรรเจิด สิงคเนติ และนายกล้านรงค์ จันทิก ที่ร่วมลงมติคดีนี้ว่า เคยถูกร้องเรียนว่า เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เหตุใดยังคงทำหน้าที่ร่วมลงมติซึ่งไม่ชอบตามกฎหมาย ปปช. โดยนายนาม อดีตประธาน คตส. ตอบว่า ไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องหยุดระบอบทักษิณ ที่นายแก้วสรรเขียน แต่ทราบว่า มีการเขียนหนังสือ ซึ่งถือเป็นเรื่องทางวิชาการ เหมือนกรณีที่นายบรรเจิด เคยเป็นผู้บรรยายตามมหาวิทยาลัยราชภัฏ เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ

 ส่วนการหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีหรือไม่ ตามระเบียบ ปปช. ข้อ 11 และ 12 พยานเข้าใจว่า เป็นเรื่องของการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในการร่วมประชุม ซึ่งพยานได้นำเรื่องการร้องเรียนเข้าที่ประชุม แต่ไม่มีการสั่งให้ทั้งสามหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องที่ผู้ร้องเรียนคิดเองฝ่ายเดียว ส่วนการเขียนหนังสือและการเป็นผู้บรรยาย เป็นเรื่องวิชาการ ขณะที่การไต่สวนสำนวนมีการแต่งตั้งอนุคตส. รับผิดชอบ

 ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ถามอีกว่า เหตุใดจึงมีการประชุม คตส. เพื่อลงมติ และมีคำสั่งอายัดทรัพย์ภายในวันเดียวกันที่ 11 มิ.ย.50 และการสั่งอายัดทรัพย์ มี คตส. 4 คน คือนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ , นายสัก กอแสงเรือง , นายอำนวย ธันธรา และนายจิรนิติ หะวานนท์ ที่เห็นแย้ง เพราะเห็นว่า มีหลักฐานไม่เพียงพอใช่หรือไม่

 อดีต ประธาน คตส. ตอบว่า การประชุมนั้น ไม่ใช่การมีคำสั่งอายัดโดยทันที แต่ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานที่พบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงมาก่อนแล้ว ส่วนที่ คตส. มีมติ 7 ต่อ 4 ให้อายัดทรัพย์นั้น ไม่ใช่มีหลักฐานไม่เพียงพอ แต่ คตส. 4 คน เห็นว่า ควรสอบเพิ่มเติมให้หลักฐานมัดแน่นขึ้นอีก แต่ 7 เสียงเห็นว่าหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอแล้ว

 เมื่อทนายความ พยายามถามถึงการไม่เปิดโอกาสเต็มที่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าว และผู้มีชื่อเจ้าของทรัพย์สิน ผู้คัดค้าน ได้พิสูจน์ทรัพย์ อดีต ประธาน คตส. กล่าวย้ำว่า คตส. เคยมีคำสั่งให้ผู้มีชื่อเจ้าของทรัพย์สิน ยื่นหนังสือพิสูจน์ภายใน 60 วัน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ชี้แจงแล้ว ขณะที่มีทรัพย์สินบางรายที่ คตส. ได้สั่งเพิกถอนอายัดหลังเจ้าของทรัพย์นั้นพิสูจน์ที่มาที่ไปได้ ส่วนที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา เคยขอดูพยานหลักฐานการไต่สวน อ้างสิทธิ รธน.มาตรา 40 นั้น หากเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้อง คตส. ก็ไม่มีคำสั่งอนุญาต

 ทั้งนี้ การทำงาน คต.ส มีกรอบเวลาตามประกาศ คปค. 1 ปี และมีการต่ออายุอีกประมาณ 9 เดือน โดยหมดวาระ 30 มิ.ย.51 ดังนั้น หาก คตส. เห็นว่า เรื่องใดมีลักษณะเป็นการประวิงเวลา คตส. ก็จะไม่ยอม

 อดีต ประธาน คต.ส ยังตอบคำถามทนายความด้วยว่า การสั่งยึดอายัดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีการตั้งสินบนไว้สำหรับผู้แจ้งเบาะแสนั้น คตส. ไม่มีสิทธิได้รับแต่อย่างใด

 ด้านคุณหญิงจารุวรรณ เบิกความตอบอัยการว่า การติดตามทรัพย์สินสืบเนื่องมาจากการตรวจสอบว่า การขายหุ้นชินฯ ให้เทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค.49 โดยการตรวจสอบพบรายได้จากการขายหุ้นจำนวนหลายล้านหุ้น มูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่พบหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลในครอบครัวชินวัตร และบุคคลที่มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน 22 ราย รวม 21 บัญชี พยานในฐานะประธานอนุฯ คตส.ติดตามตามทรัพย์สิน ได้ตั้งคณะทำงานติดตามเส้นทางการโอนเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ ที่เริ่มตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย.50-11 ธ.ค.50 และต่อมาคตส.มีคำสั่งอายัดทรัพย์รวม 15 คำสั่ง

 ทั้งนี้ ทรัพย์ที่อายัดไว้มีทั้งบัญชีเงินฝาก กองทุนและกองทุนเปิดสถาบันการเงินต่าง ๆ หุ้นในธนาคาร ตั๋วสัญญาการใช้เงินและโฉนดที่ดิน มูลค่า 6.9 หมื่นล้านบาท ส่วนยอดเงินที่เหลืออีกหลายพันล้านบาทติดตามไม่ได้ จนถึงที่สุดเพราะมีการแตกยอดบัญชีออกเป็นหลายบัญชี

 คุณหญิงจารุวรรณ ยืนยันว่า การอายัดทรัพย์สิน คตส.พิจารณาเฉพาะเงินที่ได้จากการขายหุ้น ส่วนทรัพย์สินอื่นที่สามารถพิสูจน์ที่มาที่ไปว่า ได้มาโดยสุจริตถูกต้อง คตส.ก็ไม่ได้อายัดไว้ พร้อมกับสั่งเพิกถอนเช่น ตัวอย่างเช่น บัญชีของมูลนิธิไทยคม มูลค่า 300 ล้านบาท ซึ่งชี้แจงว่า มีวัตถุประสงค์เป็นองค์กรสาธารณกุศล ซึ่งแม้ในการประชุมพยานตั้งข้อสังเกตุว่า การเป็นองค์กรสาธารณกุศล จะต้องดำเนินการมาไม่น้อยว่า 3 ปี และรายได้ 75 เปอร์เซ็นต์จะต้องใช้จ่ายเพื่อสาธารณกุศลจริง ๆ ขณะที่มีหลักฐานว่า มูลนิธิไทยคมนำรายได้เป็นทุนการศึกษา ให้เฉพาะมหาวิทยาลัยชินวัตรเท่านั้น ซึ่งมีนางสาวพิณทองทา บุตรสาวเป็นกรรมการและผู้ได้รับประโยชน์อยู่ด้วย

 แต่ที่ประชุมคตส.เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า มีการนำเงินใช้จ่ายเพื่อสาธารณกุศล เช่นเดียวกับบัญชีบริษัทสมพรแอสโซสิเอท บริษัทที่ปรึกษากฏหมาย ที่พบยอดเงินเข้า 100 ล้านบาท คตส.ได้เพิกถอนอายัด เพราะได้มีการชี้แจงว่า เป็นเงินรายได้จากค่าตอบแทนวิชาชีพ และมีการแสดงว่า ให้บริการในด้านใดบ้าง ซึ่งแม้จะเห็นว่า ยอดเงินค่าตอบแทนจะมีมูลค่าสูงก็ตาม

 คุณหญิงจารุวรรณ ตอบทนายความฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณว่าการอายัดทรัพย์สินของคตส.หลังการขายหุ้นเมื่อต้นปี 2549 ซึ่งผ่านไปแล้ว 1 ปี 5 เดือน เนื่องจากหลังการขายได้ปรากฎหลักฐานว่า เงินซื้อขายได้โอนเข้าบัญชีของบุคคลต่าง ๆ ขณะเงินส่วนใดที่ไม่เกี่ยวข้อง คตส. ไม่ได้อายัดไว้ ซึ่งการทำงาน คตส. ไม่ได้คิดที่จะนำเงินนั้นมาเป็นส่วนตัว และการทำหน้าที่ ไม่เคยนำความรู้สึกส่วนตัวมามีคำสั่งใด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการไต่สวนวันนี้ ซึ่งทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณพยายามซักถามพยานทั้งสองปาก เกี่ยวกับความไม่เป็นกลางของบุคคลที่เป็น คตส. ศาลได้ชี้แจงกับทนายความว่า บางประเด็นที่ทนายความถามเป็นเรื่องข้อกฏหมายซึ่งศาลวินิจฉัยเองได้ ซึ่งการที่ทนายความซักถามประเด็นดังกล่าวซ้ำหลายครั้ง ไม่ทำให้เกิดความคืบหน้าการพิจารณา เพราะประเด็นที่สำคัญคือการไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่า มีการซุกหุ้นจริงหรือไม่ และทรัพย์สินที่ยื่นคำร้องสมควรถูกยึดอายัดหรือไม่

 ภายหลังศาลไต่สวนพยาน 2 ปากเสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานอัยการ ปากต่อไป คือ นายวิวัฒน์ สุทธิภาค เกี่ยวกับประเด็นดาวเทียมไอพี สตาร์ ต่อจากที่ พล.อ.อ.บุญจง อุดมสรยุทธ เบิกความไว้แล้ว และนายมิตร เจริญวรรณ ตัวแทนสหภาพแรงงาน บริษัท ทศท. ฯในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ 09.30 น.

 ส่วนนายกล้านรงค์ จันทิก อดีต คตส. ศาลนัดไต่สวนพร้อมกับนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี วันที่ 22 ธ.ค.นี้ หลังนายสุรเกียรติ์ ได้ส่งหนังสือแจ้งศาลว่าระหว่างวันที่ 27 พ.ย. – 18 ธ.ค.นี้ ยังติดภารกิจต่างประเทศ

 ด้านนายนาม ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมภายหลังว่า เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร ที่ต้องถูกทนายความซักถามประเด็นความเป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และยังสบายดี