
มาร์คมั่นใจศก.ไตรมาสสุดท้ายเป็นบวกปีหน้าโต3.5%
ที่รร.เซ็นทรารา แกรนด์ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 ธ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ในงานสัมมนาเรื่อง "ภายใต้กระแสความกังวลด้านสภาวะโลกร้อน ประเทศไทยและธุรกิจไทย จะปรับยุทธศานตร์ เพื่อรักษาขีดความสามาร
ว่า ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นความกังวลของทุกฝ่าย นำไปสู่การรณรงค์เพื่อปรับตัวและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย แต่ประเทศที่เป็นทุกข์ร้อนมากที่สุดคือประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ ซึ่งได้รัยบผลกระทบด้านที่อยู่อาศัย
ในส่วนของประเทศไทย หากไม่ปรับพฤติกรรมใน 10-30 ปีข้างหน้า ก็จะได้รับผลกระทบทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและภาคเกษตรกรรม ทั้งนี้ตนเชื่อว่าในการประชุมแก้ปัญหาโลกร้อน ที่กรุงโคเปนเฮเกนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า จะบรรลุข้อตกลง โดยมีข้อผูกมัดที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่มีผลในทางกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลให้มีกลไกการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยี ให้กับประเทศเล็กๆในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนจะได้แสดงบทบาทเพื่อให้การประชุมดังกล่าวบรรลุข้อตกลงให้ได้
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลมั่นใจในเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจซึ่งจะเห็นตัวเลขที่เป็นบวกในไตรมาสสุดท้าย และจะเห็นบวก 3.5% สำหรับปีหน้า ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน ประเทศไทยโชคดีที่พระมหากษัตริย์ พระราชทานแนวทางเศรษฐกิจอเพียง จึงมีหนทางในการแสวงหาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการเกษตรจะสร้างความยั่งยืนโดยไม่ให้เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม ในเรื่องที่ดินทำกินรัฐบาลได้ผลักดันโครงการโฉนดชุมชนออกมาแก้ปัญหา ไม่ให้เกิดวงจรการบุกรุกป่าและนำเอกสารสิทธิ์ไปขาย โดยจะให้ชุมชนดูแลการใช้ประโยชน์ในที่ดิน สำหรับการสร้างความมั่นคงในด้านพลังงานจะเร่งผลักดันให้มีการใช้พลังงานทดแทนจาก 6% เป็น 20% และจะผลักดันต้นแบบนครสีเขียวเพื่อสร้างความยั่งยืนในการผลิตพลังงานสีเขียวในระดับชุมชน และขยายเป็นระดับประเทศและภูมิภาค
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า บทเรียนเรื่องมาบตาพุดเป็นตัวอย่างที่ดี ในตอนต้นมีการวางแผนดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างดี แต่จากความย่อหย่อนของการผังเมืองและการบังคับใช้กฎหมายนำไปสู่การขัดแย้งของประชาชนกับการเดินหน้าของภาคอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาครม.อนุมัติงบฯ 1 พันล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาเดิมๆ ซึ่งไม่ดำเนินการมาเป็นสิบปี เช่น ไม่มีน้ำประปา และการเข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแย่งชิงทรัพยากร รัฐบาลยืนยันว่าจะแก้ปัญหาตามรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลวินิจฉัยชัดเจน จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข โดยคณะกรรมการ 4 ฝ่าย กำลังเดินหน้าวางมาตรการแก้ปัญหา
"บทเรียนมาบตาพุดทำให้รู้ว่า ต้องดำเนินการเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากการแก้ปัญหาครั้งนี้คลี่คลายไปได้ จะเป็นบทเรียนที่มีค่าที่ภาครัฐ เอกชน และประชาชนต้องปรับตัวในเรื่องการกำจัดมลพิษ การบำบัดน้ำเสีย ด้วยการจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมในการบำบัดรักษาสิ่งแวดล้อม ยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร จึงหวังว่าทุกภาคส่วนจะแสดงบทบาทของตัวเองอย่างเต็มที่" นายอภิสิทธิ์กล่าว



