
อำนาจเป็นสิ่งเสพติด
ติดตามการเมืองฟิลิปปินส์แล้วทำให้เพลียหัวใจจริงๆ
เพราะนอกจากจะได้เห็นอดีตประธานาธิบดีที่เคยถูกตัดสินว่า มีความผิดจริง ฐานทุจริตคอรัปชั่นอย่าง โจเซฟ เอสตราดา ยังมีหน้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งผู้นำอีกรอบแล้ว
เรายังได้เห็น การเสพติดอำนาจ ของผู้นำหญิงเหล็ก กลอเรีย อาร์โรโย ที่วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเธอจะหมดลงในปีหน้านี้แล้ว แต่กลับ ดึงดัน ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อให้ได้อยู่ในอำนาจต่อไป
ในช่วงที่วาระการดำรงตำแหน่งของอาร์โรโยใกล้จะหมดลงนั้น เคยมีเสียงลือสะพัดว่า เธอจะหาทางแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในอำนาจต่อ ก่อนที่อาร์โรโยจะออกมาสยบข่าวลือด้วยการประกาศว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน
แต่แล้ว อาร์โรโยกลับมา ทิ้งระเบิด สั่นสะเทือนวงการการเมือง ด้วยการประกาศเรื่องลงสมัคร ส.ส.ออกไปในวันที่ 30 พฤศจิกายน ก่อนจะมายื่นใบสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม
เล่นเอาฝ่ายที่ไม่ชอบขี้หน้าผู้นำวัย 62 คนนี้ดาหน้ากันออกมาสวดยับด้วยความช็อก เพราะวางใจไปก่อนหน้านี้แล้วว่าเธอจะไปแล้วไปลับไม่กลับมาใหม่
แน่ละว่าหนึ่งในนั้นย่อมต้องมีเอสตราดาที่บอกว่า เป็นความพยายามอย่าง ไร้ยางอาย ที่จะอยู่ในอำนาจตลอดกาล โดยลืมนึกไปว่าตัวเองก็ไม่ต่างกับอาร์โรโยสักเท่าไร
แต่คนที่ทรงอิทธิพลกว่า คือ อาร์คบิชอปแองเจิล ลักดามีโอ ผู้นำโบสถ์โรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากในฟิลิปปินส์ที่ประชากรนับถือนิกายนี้
"เธอแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าเสพติดอำนาจ" อาร์คบิชอปลักดามีโอ กล่าว
ท่านเชื่อว่าอาร์โรโยมีแผนจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนการปกครองจากระบอบประธานาธิบดีไปเป็นระบอบรัฐสภา โดยที่เธอจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ ในขณะที่ประธานาธิบดีจะกลายเป็นเพียงตำแหน่งทางพิธีการ
ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า อาร์โรโยกำลังพยายามหาทางป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกดำเนินคดีในข้อหาคอรัปชั่นภายหลังจากที่พ้นตำแหน่งประธานาธิบดี (อย่างที่หลายคนโดนมาแล้ว) ก็เป็นได้
ทัศนีย์ สาลีโภชน์



