ข่าว

ชัยชนะของชาวมาบตาพุด

ชัยชนะของชาวมาบตาพุด

03 ธ.ค. 2552

ความตื่นตัวของประชาชนไทยที่จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนต่างๆ คงจะคึกคักมากขึ้นทวีคูณ หลังจากศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินในคดีตัวอย่างด้านสิ่งแวดล้อมคดีแรกของประเทศแล้ว

โดยให้คุ้มครองชั่วคราวการลงทุนในโครงการหรือกิจกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง 65 โครงการ จาก 76 โครงการ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว หลังจากสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อนกับพวก ซึ่งเป็นประชาชนพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียงได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกับพวกรวม 8 คน และบริษัทเอกชนผู้มีส่วนได้เสียในการลงทุนโครงการพื้นที่มาบตาพุดรวม 36 คน

 โดย 11 โครงการที่ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้มีคำสั่งให้ระงับ ส่วนใหญ่เป็นโครงการอุตสาหกรรมสะอาด อาทิ โครงการเชื้อเพลิงพลังสะอาดและปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ โครงการปรับปรุงระบบหมุนเวียนก๊าซกลับคืน โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาดและเพิ่มผลิตภาพไบโอดีเซล โครงการติดตั้งระบบควบคุมไอน้ำเชื้อเพลิงและเพิ่มผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล และการลงทุนท่าเทียบเรือ 

 ถึงแม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะให้ความเห็นในเชิงหลักการก่อนหน้านี้ว่า หากศาลปกครองยืนคำสั่งเดิม รัฐบาลก็จะต่อสู้ในส่วนของคดีหลักที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดต่อไป แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ชาวบ้าน และชุมชน ต่างค่อนข้างพอใจในคำตัดสินนี้ และพร้อมจะเดินหน้าต่อในแผนต่อสู้เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนต่อไป หลังจากต้องอดทนอดกลั้นมานานเมื่อเห็นชาวบ้านในชุมชนล้มป่วยหรือเสียชีวิตจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ นอกเหนือจากตั้งความหวังว่าจะมีองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมมาช่วยกำกับดูแล

 ขณะที่นายกสมาคมสภาวะแวดล้อมประกาศจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการ 181 โครงการที่เชื่อว่าเข้าข่ายที่บริษัทต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม พร้อมกับฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด ชุดที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าจะสามารถร่นเวลาการประเมินและคัดแยกโครงการในมาบตาพุดให้เร็วขึ้นจากเดิม ที่คาดว่าจะใช้เวลาราว 4-5 เดือน ในเมื่อศาลได้ช่วยคัดแยกโครงการออกไปถึง 11 โครงการแล้ว

 เราเชื่อว่าคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน อุตสาหกรรม และสังคม พร้อมจะใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการคลี่คลายปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยถือประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายเป็นที่ตั้ง