ข่าว

ธปท.-สศช.เตือนรับมือเวียดนามส่อลดค่าด่องอีก

ธปท.-สศช.เตือนรับมือเวียดนามส่อลดค่าด่องอีก

02 ธ.ค. 2552

ปัญหาเศรษฐกิจเวียดนามรุนแรง ส่อแววลดค่าเงินด่องอีก ธปท.เตือนนักธุรกิจไทยรับความเสี่ยง รับส่งออกไทยต้องปรับตัวเพิ่มขีดแข่งขัน ระบุเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง ต้องเตรียมพร้อมรับมือ ด้าน กนง.คงดอกเบี้ยที่ 1.25%

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หน่วยงานด้านเศรษฐกิจได้รายงานผลกระทบจากการลดค่าเงินด่องของเวียดนามและวิกฤติของบริษัทดูไบเวิลด์ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) รับทราบ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นตรงกันว่ามีแนวโน้มที่เวียดนามจะลดค่าเงินลงอีก เพราะปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเวียดนามอยู่ในระดับรุนแรง ซึ่ง ครม.เศรษฐกิจเห็นว่าไทยควรกำหนดกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม เพื่อรองรับปัญหา

 นอกจากนี้ ธปท.และ สศช.ประเมินว่าค่าเงินด่องที่ลดลง จะทำให้นักธุรกิจไทยที่ลงทุนในเวียดนามขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนเอกชนที่เข้าไปลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ ในเวียดนามก็จะได้รับผลกระทบจากราคาสินทรัพย์ที่ลดลง ธปท.เสนอให้รัฐบาลมีมาตรการเฝ้าระวังและเตือนนักธุรกิจไทยเตรียมตัวรับความเสี่ยงจากค่าเงินด่องที่อาจลดลงอีก และขอให้เอกชนปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

   สำหรับผลกระทบต่อการส่งออก ธปท. สศช.และกระทรวงพาณิชย์ ตรงกันว่าเวียดนามมีความได้เปรียบในการส่งสินค้าออกในตลาดโลก โดยเฉพาะข้าว ยางพารา สิ่งทอ รองเท้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าประมงและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบการส่งออกของไทยโดยตรง ส่วนปัญหาการเงินของบริษัทดูไบเวิลด์ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกอีกครั้ง

 “กรณีเวียดนามและดูไบที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่ายังมีความเสี่ยงในเศรษฐกิจโลก จึงให้ ธปท. กระทรวงการคลัง และ สศช. ประเมินความเสี่ยงของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ นอกเหนือจากดูไบ และเวียดนาม เช่น เศรษฐกิจจีน เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ” นายพุทธิพงษ์ กล่าว 

 นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นระดับเหมาะสมที่จะเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ส่วนจะปรับขึ้นได้เมื่อไรนั้น ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นว่าการใช้ดอกเบี้ยนโยบายต่ำยังจำเป็นอยู่หรือไม่ โดยต้องดูจากภาคการบริโภคของเอกชน ว่ามีแรงผลักดันให้เข้มแข็ง มีการขยายตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่