ข่าว

อย่าตกเป็นเหยื่อการเมือง!

อย่าตกเป็นเหยื่อการเมือง!

02 ธ.ค. 2552

สถานการณ์ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา เดินมาได้เดือนเศษแล้ว หลังจาก "จิ๋ว หวานเจี๊ยบ" เดินทางเยือนกัมพูชา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2552

 พร้อมกับเสียงประกาศกร้าวของ "ฮุน เซน" ไล่หลังมาติดๆ ว่าจะไม่ยอมส่งตัว "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" ให้ทางการไทยเด็ดขาด ขณะเดียวกันก็บริภาษการเมืองไทย ชนิดที่เรียกว่า "เสียมารยาททางการทูต" อย่างสิ้นเชิง

 ณ วันนี้ต้องบอกว่ายังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยก็ว่าได้

 ท่าทีที่แข็งกร้าวของ "ฮุน เซน" ที่ดูเสมือนว่าลดลงไปบ้างแล้วนั้น แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ทางการไทยประเมิน

 เพราะกระแสชิงชังรัฐบาลไทยในหมู่ชาวกัมพูชายังคงถูกปลุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับเจตนาในการแทรกแซงกิจการภายในของไทยที่ยังคงเสมอต้นเสมอปลาย

 โดยเฉพาะคำพูดล่าสุดที่รายงานมาจากสื่อกัมพูชา ก็เห็นได้ชัดเจนถึงเจตนาที่ไม่ลดราวาศอกของ "ฮุน เซน"

 "หลังจากที่กัมพูชาปฏิเสธที่จะส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหารในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน เพราะเห็นว่าคำตัดสินดังกล่าวมาจากประเด็นการเมือง ทั้งที่ผมไม่ใช่ศัตรูของประชาชนไทย แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย สองคนนี้ได้ดูถูกกัมพูชาอย่างร้ายแรง นายกษิต เป็นคนอันธพาล และมักจะร่วมมือกับนายอภิสิทธิ์ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา-ไทย แย่ลงเรื่อยๆ กัมพูชาคงจะไม่มีความสุข ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ และนายกษิตยังอยู่ในตำแหน่ง และมีอำนาจในประเทศไทย ผมทำงานกับนายกรัฐมนตรีไทยมาแล้ว 10 คน นายอภิสิทธิ์เป็นคนที่ทำงานด้วยยากที่สุด

 ผมได้บอกกับอภิสิทธิ์ว่า ผมและคนกัมพูชารู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้ยินพวกเขาพูดว่า จะระงับความช่วยเหลือและเงินกู้ที่จะให้แก่กัมพูชา กัมพูชาขอประกาศว่า จะไม่รับความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์อีก แม้แต่ทุนการศึกษา เราพร้อมจะรับผิดชอบนักศึกษาของเราที่ไปเรียนในไทยเอง และถ้ามีเจ้าหน้าที่กัมพูชาคนไหนกล้าไปขอความช่วยเหลือจากไทย ผมจะปลดออกจากตำแหน่งแน่ เว้นแต่เมื่อนายอภิสิทธิ์ และนายกษิตพ้นไปจากตำแหน่ง เราค่อยมาคิดเรื่องนี้กันใหม่

 ทุกวันนี้การค้าระหว่างสองประเทศยังเป็นไปเช่นปกติ แต่พวกเขาขู่ที่จะปิดด่านชายแดนสองประเทศ ก็ลองดู ถ้าโง่ได้ขนาดนั้น ถ้าต้องการสูญเสีย ก็ทำเลย อย่าลองดีกับคนกัมพูชา เพราะเราพร้อมจะเล่นด้วยจนถึงนาทีสุดท้าย"

 ฉะนั้นดีที่สุดสำหรับรัฐบาลไทย คือการ "ไม่ตอบโต้" ไม่ว่าจะถูกยั่วยุด้วยคำพูดและการกระทำใดๆ ก็ตามที่เป็นความเคลื่อนไหวจาก "ภายนอก" ประเทศ รวมถึงความเคลื่อนไหว "ภายใน" ทั้งที่เป็นไปโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตามที

 เพราะต้องยอมรับว่า "ขบวนการทักษิณ" จ้องรอจังหวะโอกาสที่จะมีส่วน "ผสมโรง" โจมตีท่าทีของรัฐบาลตลอดเวลา

 ขณะเดียวกันก็จ้องฉวยจังหวะ "เก็บแต้มทางการเมือง" อยู่เป็นระยะ

 โดยเฉพาะจากกรณี "วิศวกรไทย" ถูกจับกุมข้อหาจารกรรมข้อมูลและถูกขังคุกกัมพูชาอยู่ในขณะนี้

 ว่าไปแล้วกรณีนี้ รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างทันทีทันใดภายหลังได้ข่าวการถูกจับกุม ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่ "นักโทษชายทักษิณ" พำนักอยู่ที่พนมเปญพอดี

 ทั้งนายกฯ ไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ต่างขมีขมันที่จะปกป้อง "คนไทย" จากการถูกกล่าวหาจากรัฐบาลกัมพูชา ขณะเดียวกันก็ต้องรักษา

 ขณะที่ "นักโทษชายทักษิณ" ซึ่งขณะนั้นก็อยู่ในกรุงพนมเปญ แต่กลับไม่ปริปากเลยสักคำ มิหนำซ้ำยังถือโอกาสปูดข่าว "ลอบสังหาร" ถึงขั้นพูดเป็นตุเป็นตะว่ากองทัพอากาศไทยส่งเอฟ 16 ตามประกบยิง

 "นักโทษชายทักษิณ" ได้ประโยชน์จากการนี้ใช่หรือไม่ ถึงไม่ปริปากใดๆ เลยในช่วงก่อนหน้านั้น ?

 ขณะเดียวกันด้านความช่วยเหลือของรัฐบาลไทยที่มีไปถึง "วิศวกรไทย" และ "แม่" คือ สิมารักษ์ ณ นครพนม ก็มีความพยายามจากกระทรวงต่างประเทศที่ขอให้ทางการกัมพูชาอนุญาตให้ได้เข้าเยี่ยมมาตลอด รวมถึงการเตรียมสู้คดีให้อย่างแข็งขัน

 กระทั่ง "แม่วิศวกร" ได้เข้าเยี่ยมไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 แต่กระนั้นก็มีข้อน่ากังวลอยู่บ้างตรงที่ความเคลื่อนไหวของ "แม่วิศวกร" ที่อาจซ้ำเติมสถานการณ์โดยไม่รู้ตัว เพราะความเป็นห่วงลูกชายมากจนเกินไป

 "สิมารักษ์" อาจไม่ทันได้คิดว่าการที่วิ่งขอความช่วยเหลือไปทางโน้นทีทางนี้ที โดยเฉพาะในระหว่างที่ทางการไทยกำลังให้ความช่วยเหลืออยู่นั้น ก็กลับวิ่งไปขอความช่วยเหลือคนที่เป็น "ต้นเหตุ" ของปัญหานั้น มันกลับจะทำให้เรื่องบานปลายออกไปได้

 เพราะต้องไม่ลืมว่าต้นเหตุของปัญหา ซึ่งก็คือ "นักโทษชายทักษิณ" ผู้ซึ่งฉวยจังหวะที่ทางการกัมพูชา จับกุม "วิศกรไทย" ในข้อหาจารกรรม กำลังเอาประโยชน์จากเรื่องนี้ไปผนวกรวมเข้ากับการปูดประเด็นลอบสังหารตัวเอง

 ซึ่งด้านหนึ่งเป็นความต้องการที่จะปั่นข่าว เพื่อกลบกระแสให้สัมภาษณ์ "ไทม์ส ออนไลน์" พาดพิงสถาบันเบื้องสูง ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ "นักโทษชายทักษิณ" จะเดินทางไปกัมพูชาเพียงแค่วันเดียว

 และก็ดูเหมือนโชคจะเข้าข้าง "นักโทษชายทักษิณ" ที่ข่าวการจับกุมวิศวกรไทยได้กลบข่าวให้สัมภาษณ์ของเขาได้มิดชิดยิ่ง

 จริงอยู่ว่าโดยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ ย่อมต้องเป็นห่วงลูกเหนือกว่าผลประโยชน์อื่นใดทั้งหมด และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูกตัวเองให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง

 แต่ความเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตาม ควรต้องผ่านการไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง และรอบคอบ เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องหลงเข้าไปเป็น "เหยื่อการเมือง" โดยรู้เท่าไม่ถึงการ

 เพราะเห็นได้ชัดว่า "ขบวนการทักษิณ" มีความพยายามผูกโยงประเด็นต่างๆ เพื่อตอกลิ่มความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ให้เลวร้ายลงอยู่ตลอดเวลา

 ถึงขั้นปูดประเด็น "เทปลับ" ซึ่งก็ได้รับการปฏิเสธจาก "รมว.กลาโหม" ของกัมพูชาไปแล้ว

 "สิมารักษ์" ไม่ควรต้องให้ความบริสุทธิ์ใจของผู้เป็นแม่ มาแปดเปื้อนกับ "นักการเมือง" ที่จ้องหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชนอย่างที่กำลังเป็นอยู่

 โต๊ะข่าวการเมือง