ข่าว

ทำเอกสารปลอมแหกตายื่นกู้เงินโครงการ"ปลดหนี้ "

ทำเอกสารปลอมแหกตายื่นกู้เงินโครงการ"ปลดหนี้ "

02 ธ.ค. 2552

มีหนี้หรือไม่-ไม่สนใจ เขาให้กู้ก็กู้ไว้ก่อน...ดอกถูก" คำพูดของชาวบ้านร้านตลาดบางคนที่เข้าร่วมโครงการ "ปลดหนี้" ของรัฐบาล แสดงความจำนงยื่นกู้เงินในโครงการแก้หนี้นอกระบบที่อยู่ระหว่างเปิดให้ลงทะเบียน เป็นสิ่งที่ทำให้พอเห็นเค้าลางว่า การแก้หนี้นอกระบบครั้งนี

 "ลืมตาอ้าปาก พ้นจากบ่วงทุกข์ของการถูกนายทุนดอกเบี้ยโหดตามล่า...ฤาจะกลับเป็นการทำให้จำนวน "คนเป็นหนี้" เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

 หลักเกณฑ์การกู้เงินในโครงการที่แสนจะอำนวยความสะดวก ทั้งดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนยาว ให้กู้แสน-สองแสนบาท ใช้บุคคลค้ำประกัน 1-2 คน แสดงเอกสารการเป็นหนี้ จะเป็นสัญญาเงินกู้ หรือหลักฐานการจำนองจำนำขายฝากก็ได้ แต่หนี้ทั้งหมดต้องเกิดก่อนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552

 สำหรับลูกหนี้ชั้นดีที่บังเอิญหลงเข้าไปในบ่วงกรรมของกลุ่มนายทุนหน้าเลือด โครงการนี้ถือเป็นออกซิเจนถังใหญ่ที่มาช่วยต่อลมหายใจให้ยืดยาวออกไปได้ เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในการมีชีวิตใหม่ มีโอกาสจ่ายหนี้สินหมดในชาตินี้อย่างแน่นอน...

 แต่สำหรับคนที่ไม่มีวินัยทางการเงิน...เงินสดๆ ได้มาง่ายๆ หลักแสนสองแสนบาท จึงล่อใจยิ่งนัก วิธีการตบตาสร้างหลักฐานเท็จในการกู้จึงเริ่มมีปรากฏให้เห็น มีทั้งร่วมมือกับเจ้าหนี้ ร่วมมือกับญาติพี่น้อง และเขียนสัญญาย้อนหลังขึ้นเอง เซ็นเป็นเจ้าหนี้-ลูกหนี้เสียเอง

 ดังเช่นรายของ นางหงส์ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี ชาว อ.เมือง จ.ขอนแก่น ลูกหนี้เงินกู้นอกระบบเงินต้น 1.5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 20 บาท เฉลี่ยต้องจ่ายเงินให้นายทุนวันละ 600 บาท เมื่อมีโครงการ "ปลดหนี้" แน่นอนว่านางหงส์จะเข้าร่วมในทันที แต่มิใช่ขอกู้ 1.5 หมื่นบาท เพื่อปลดหนี้ที่มีอยู่จริง แต่กลับขอกู้ 1 แสนบาท เอาเงินส่วนต่างมาต่อทุน โดยนางหงส์จับมือกับ "นายทุน" เขียนสัญญาขึ้นใหม่เป็นหลักฐานในการยื่นกู้เงิน

 "เมื่อมีโอกาสได้เงินก้อนใหญ่ก็ต้องรีบทำ เพื่อจะได้เอาเงินมาใช้หนี้ ส่วนที่เหลือก็เอามาลงทุนค้าขาย" นางหงส์กล่าว

 นางหงส์บอกว่า ได้ตกลงกับนายทุนให้เขียนสัญญาเงินกู้จำนวน 1 แสนบาท เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งนายทุนก็ไม่ปฏิเสธ เพราะจะได้เงินคืนทั้งต้นและดอก หากได้รับอนุมัติก็จะต้องจ่ายหนี้ค้างประมาณ 2 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือจะเอามาลงทุนซื้อสินค้ามาขายในร้าน ธนาคารไม่น่าจะตรวจสอบได้ว่าแต่ละคนมีหนี้สินที่แท้จริงเท่าใด" นางหงส์กล่าว

 เช่นเดียวกับ "ลุงสอน" ชาวนครพนม คนไม่มีหนี้ ที่กระโดดเข้าร่วมวงไพบูลย์ในครั้งนี้ ด้วยการลงทุน 10 บาท ไปซื้อใบ "สัญญากู้เงิน" จากร้านค้าในหมู่บ้าน มาแลกเปลี่ยนผัดกันเซ็นค้ำประกันกับเพื่อนในกลุ่ม โดยขอกู้เต็มเพดาน...2 แสนบาท!!!

 ”ลุงสอน” บอกว่า จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นหนี้นอกระบบ แต่ต้องการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาหมุนใช้จ่ายในครัวเรือน และได้ยื่นคำร้องกับธนาคารออมสินไปแล้ว ที่ทราบมามีอีกหลายคนใช้วิธีการแบบนี้ หาคนค้ำหรือหาคนมารับสมอ้างเป็นนายทุน เขียนสัญญากันขึ้น ที่สำคัญต้องลงสถานะความเป็นหนี้ก่อนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ใบสัญญาก็ติดอากรแสตมป์เพื่อให้สมจริง ก่อนที่จะนำไปยื่นต่อธนาคาร

 "ทีนี้ก็รอวัดดวงว่าธนาคารจะอนุมัติเงินให้กู้หรือไม่ ถ้าได้เราก็ได้เงินมาหมุนแบ่งกันนำไปลงทุน เพราะเป็นเงินดอกเบี้ยต่ำ...ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร" ลุงสอนกล่าว

 "ปัญจเดช สิงห์โท" นักวิชาการด้านความมั่นคงเศรษฐกิจครัวเรือน องค์กรแพลนประเทศไทย พื้นที่ จ.ศรีสะเกษ  มองด้วยความเป็นห่วงว่า การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบลักษณะนี้เป็นแค่โครงการประชานิยม มองหลักการกว้างๆ ถือว่าดี เพราะช่วยให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสหายใจและมีกำลังใจในการทำมาหากินขึ้นมาระยะหนึ่ง 

 ที่น่าเป็นห่วงคือ ระบบการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่เข้าร่วมโครงการ เช่น การตรวจสอบยอดหนี้สินนอกระบบ  ระยะเวลาของการเป็นหนี้ เหตุผลของการกู้หนี้ รวมถึงขั้นตอนในการปลดหนี้จากนอกระบบมาอยู่ในระบบตามเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าแก้ไม่ถูกจุดจะกลายเป็นว่ารัฐมาสร้างหนี้เพิ่มให้ประชาชนแทน

 นายปัญจเดช เสนอการแก้ปัญหาหนี้สินในระยะยาวว่า ควรมีการประกันการบริโภคไม่ใช่ประกันรายได้ เพราะเกษตรกรที่มีที่ดินและแรงงานในระดับครอบครัวถือว่ามีทุนในมืออยู่แล้ว แต่ทำอย่างไรรัฐบาลจะส่งเสริมให้เกิดการผลิตและระบบของกลไกตลาดที่ดีพอ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากต้นทุนที่เขามีอยู่แล้ว โดยลดการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอกให้มากที่สุด

 แนวทางนี้น่าจะเป็นการแก้ไขปัญหา "หนี้สิน" ที่เป็นรูปธรรม...ดีกว่าส่งเงินสดๆ ถึงมือแล้วละลายหายไปโดยไม่ได้รับกลับคืน!!!