
สัมปทานไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายอย่างนักวิชาการคิด
ในการสัมมนาวิชาการประจำปี 2552 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หัวข้อ การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม นั้น ทีดีอาร์ไอได้ระดมนักวิชาการชั้นนำของตนออกมาเสนอความคิดในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในแง่มุมต่างๆ
ที่สมควรจะนำมาพูดถึงอย่างสำคัญคือนักวิชาการทีดีอาร์ไอเข้าใจว่าสัมปทานคือตัวผู้ร้ายสำคัญที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไทย ซึ่งเป็นความเห็นที่น่าจะมาจากโมหจริตซึ่งผมจะชี้ให้เห็นต่อไป
ก่อนที่จะได้วิเคราะห์ถึงประเด็นหลักเรื่องสัมปทานผมใคร่ขอพูดถึงเรื่องอื่นที่ดูเป็นไฮไลท์ในการสัมมนาครั้งนี้ด้วยเรื่องหนึ่ง คือเรื่องโทรศัพท์ 3 จีที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติขยับจะให้ใบอนุญาต (สัมปทาน) เพิ่มเติม ก็อย่างที่เป็นข้อความซ้ำซากเป็นแผ่นเสียงตกร่องตามเดิมที่ว่า ค่าใบอนุญาตที่กทช.จะตั้งขึ้นนั้นต่ำเกินไปและเขาได้ประเมินว่ารัฐจะสูญเงินเป็นหลายแสนล้าน (สามแสนสามหมื่นล้าน) จากค่าต๋งที่จะหายไปซึ่งผมเองได้บอกไปหลายครั้งแล้วว่าตัวเลขที่คนทีดีอาร์ไอนำมาแจ้งแก่สังคมนั้น คิดมาได้อย่างไร เข้าใจว่าใช้วิธีเลขคณิตข้างต้น คือ วิธีบัญญัติไตรยางศ์คิดเอา จึงได้ตัวเลขที่ทำให้สังคมสับสนและมีผลให้คนไทยจะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีของโทรคมนาคมทันสมัยเหมือนคนในประเทศเพื่อนบ้านเราไปอีกนาน
กลับมาพูดถึงสัมปทาน อันว่าการประกอบกิจการทางเศรษฐกิจในโลกไม่ว่าระบอบใดก็มีอยู่เพียง 2-3 ทางเลือก กล่าวคือรัฐเข้าไปทำเสียเองซึ่งปรากฏผลเสียหายมากกว่าดีแม้ในประเทศคอมมิวนิสต์สมัยนี้ก็พยายามลดบทบาทของการประกอบธุรกิจโดยรัฐลง ข่าวที่เพิ่งอื้อฉาว 2-3 วันนี้จากนครดูไบก็เป็นผลพวงของการประกอบธุรกิจโดยรัฐ ฉะนั้น จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า กิจการทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจนั้นต้องให้เอกชนเป็นผู้ประกอบการ เป็นคนหาทุนมาเอง บริหารเอง รับกินรับใช้คือรับภาวะขาดทุนหรือกำไรด้วยตนเอง รัฐเอาแต่คอยรับผลประโยชน์จากการเก็บภาษีหรือค่าต๋งค่าสัมปทานสุดแล้วแต่กรณี
เอกชนเมื่อจะเข้าไปประกอบธุรกิจก็มีสองสามแนวทางที่ปฏิบัติกัน กล่าวคือธุรกิจบางอย่างปล่อยให้ทำมาค้าขายกันโดยเสรีเต็มที่ ใครอยากทำอะไรขายอะไรก็สามารถทำได้เต็มที่โดยมีตลาดหรือผู้ซื้อเป็นคนกำหนด ธุรกิจเหล่านี้เป็นของผู้ประกอบการรายย่อยเช่นการขายผักขายปลา ขายข้าวมันไก่หรืออาหารตามสั่ง
การทำธุรกิจอีกบางประเภทต้องมีมาตรฐานเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยของสาธารณชนกิจการเหล่านี้ก็ต้องมีใบอนุญาตและโดยทั่วไปแล้วไม่จำกัดการออกใบอนุญาต ถ้าใครเข้าหลักเกณฑ์ก็ขอใบอนุญาตแล้วดำเนินธุรกิจได้ เช่น คลินิกเสริมสวยที่เห็นทั่วไปตามศูนย์การค้าต่างๆ
แต่มีธุรกิจอีกบางประเภทที่รัฐต้องการจัดระเบียบเช่นกิจการธนาคาร หรือเนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรส่วนกลางของรัฐ เช่น การขนส่งคนโดยสารหรือการโทรคมนาคมซึ่งรัฐจะกำหนดจำนวนผู้ประกอบการหรือกำหนดจำนวนผู้จะได้รับใบอนุญาตที่เรียกว่าสัมปทาน ฉะนั้นการให้สัมปทานในกิจการบางอย่างจึงเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน
ผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมทีดีอาร์ไอจึงมองว่าเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ท่านต้องการเห็นนิ้วมือทุกนิ้วเท่ากันหรือ
นายหนูใหญ่ [email protected]



