
เสียงสะท้อนจากชาวบ้านก่อนกีฬาสีรอบใหม่
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบรรดานักศึกษาระดับรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ซึ่งนักศึกษาจำนวนมากนั้นเป็นผู้นำท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่แถวนั้น
ประเด็นที่อยากจะเขียนเรื่องนี้ก็คือเราอภิปรายกันในห้องเรียนว่า ท่ามกลางกีฬา(หลาย)สีตอนนี้ที่ต่างฝ่ายต่างออกมาชุมนุม หรือประกาศว่าจะมีการชุมนุม หรือประกาศว่าอีกฝ่ายไม่ควรชุมนุมนี้ อะไรบ้างที่ผู้นำกีฬาสีเหล่านี้ควรจะพิจารณาเสียบ้างก่อนที่จะพูดถึงมวลชนต่างๆ
และนี่คือเสียงเพียงส่วนเล็กๆ ที่สะท้อนออกมาจากนักศึกษาในห้องเรียนที่ผู้นำทุกสี รวมทั้งรัฐบาลควรรับฟัง โดยเฉพาะรัฐบาลที่ลมหายใจส่วนหนึ่งนั้นมาจากการสร้างพันธมิตรกับสีบางสีทั้งทางอ้อม และทางตรง
ประการที่หนึ่ง เขาไม่พบว่าไม่ว่าจะสีไหน รวมทั้งรัฐบาลเองจะสนใจปัญหาเรื่องทุกข์ยากของพวกเขา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือข้ออ้างว่า ถ้าทำโน่น ถ้าต้านนี่แล้ว หรือถ้าสนับสนุนนั่นแล้ว ทุกข์ยาก โดยเฉพาะทุกข์ยากทางเศรษฐกิจเขาจะดีขึ้น
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ เขาไม่พบว่าการเมืองบนท้องถนนที่เล่นกันบนสีนั้นจะนำมาซึ่งนโยบายรูปธรรมอะไรในทางเศรษฐกิจเลยสักอย่าง
ประการที่สอง สิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านเผชิญปัญหามาตลอดก็คือเรื่องของบทบาทของระบบการปกครองส่วนภูมิภาคที่มีอิทธิพลครอบงำและสั่งการพวกเขามาโดยตลอด แม้ว่าจะมีความพยายามทำขั้นตอนการกระจายอำนาจก็แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาที่มีการเมืองแบบเผชิญหน้านั้น หน่วยงานของภูมิภาค โดยเฉพาะจังหวัด อำเภอ และท้องที่ คือ ตำบล หมู่บ้าน ล้วนมีส่วนในการระดมคนเข้าไปสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเสมอ
ประการที่สาม อะไรคือความสัมพันธ์ที่เป็นรูปธรรมของคำขวัญใหม่ของกระทรวงมหาดไทยในพ.ศ.นี้ กับการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข หรือความกินดีอยู่ดีของประชาชน ?
ประการที่สี่ เขามองไม่เห็นว่าสีต่างๆ รวมทั้งรัฐบาลนั้นจะสามารถสร้างความเป็นรูปธรรมในการปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายที่กระทบกับพวกเขาโดยตรงที่มีมากมายไปกว่าการถกเถียงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ อาทิ กฎหมายที่เกี่ยวกับการวางผังเมือง หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรฐานการก่อสร้างและพัฒนาที่ดินที่มักจะถูกเลี่ยงบาลี อาทิ ถ้าจะสร้างครบเท่านี้หลังก็จะต้องถูกกำกับโดยกฎหมายมาตรฐานที่สูงขึ้น เป็นต้น
ผมอยากจะขอนำเสนอข้อสรุปขั้นต้นว่า สิ่งที่เขาสงสัยก็คือ ความเป็นธรรมของสังคม (fairness) และความยุติธรรมของสังคม (justice) นั้นมันมีความลึกซึ้งมากกว่าเรื่องของกีฬาสี ที่เรียกร้องกันอยู่ไม่กี่อย่าง แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเขาจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกีฬาสี หากแต่ว่าพวกเขาเองก็รู้ว่าเรื่องที่ "มากไปกว่า" เรื่องที่มีการอ้างอิงในถ้อยแถลงของทีมสีต่างๆ นั้นยังมีอยู่ และสิ่งนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกว่าบางครั้งเขาสามารถประเมินค่า-ตัดสินใจได้ลำบาก หรือแม้ว่าจะต้องตัดสินและกระทำการต่างๆ ลงไป เขาก็รู้ว่าย่อมจะเกิดผลตามมา รวมทั้งผลที่คาดไม่ถึงในบางครั้งครับ



