
สังคมสองมาตรฐานและเรื่องเล็กน้อย
ได้ฟังคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ รักษาการ ผบช.น. กรณี "บีม" ศรัณยู ประชากริช แล้วแอบหดหู่เล็กน้อย
บีมเป็นดารา ดีเจ และลูกคนรวย แต่งรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ให้ดูคล้ายหรือเข้าใจได้ว่าเป็นรถตำรวจ
ทำสีภายนอกเป็นสีขาว-ดำ มีตราโล่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีตัวเลข 2-0 ติดประตูซ้าย ในวงการตำรวจเป็นรหัสเรียกขาน "หัวหน้าสายตรวจ" มีคำว่า "รอยัล ไทย โปลิศ" และข้างหลังติดสติกเกอร์สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ แถมติดสัญญาณไฟวับวาบและไซเรน
กฎหมายไม่มีความผิดข้อหา "แต่งรถเหมือนตำรวจ" เลยแจ้งข้อหาได้แค่ติดสัญญาณไฟวับวาบโดยไม่ได้รับอนุญาต
แต่ที่อยากพูดถึงมากกว่านั้น คือ สิ่งที่ค้นพบในรถ !?!
มีทั้งปืน .22 มีดสปาร์ตา 1 เล่ม กุญแจมือ เครื่องช็อตไฟฟ้า วิทยุสื่อสารตำรวจ 2 ตัว และหน้ากากป้องกันแก๊สอีก 2 อัน
มีอาวุธไว้ทำไมมากมายและพกเอาไว้ทำไม คำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบเลย แต่ท่านรักษาการ ผบช.น.กลับบอกว่าเรื่องเล็กน้อย
ผมเข้าใจว่าท่านคงไม่ได้ตั้งใจ
ลำพังปืนผาหน้าไม้แม้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่คนครอบครองและพกพาไปในเมืองหรือหมู่บ้านหรือทางสาธารณะ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
สาเหตุที่คนตรากฎหมายไว้เช่นนี้ก็เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง และเล็งเห็นแล้วว่าถ้าคนพกอาวุธกันมากๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งตำรวจ เอะอะอะไรก็ยิงก็แทงกันตาย...ง่ายดี
เมื่อกฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ก็ไร้ค่า
เช่นเดียวกัน ตำรวจที่ไร้ค่าก็ปราศจากความหมาย
สังคมต้องมีบรรทัดฐาน และคนในสังคมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ถามว่าถ้าวันนั้นคนถูกจับไม่ใช่ดารา ไม่ใช่คนดัง ที่สำคัญไม่ใช่ลูกคนรวย (ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่สังคมไทยมักยกย่องเชิดชูคนมีเงิน) เรื่องมันจะเป็นแบบนี้ไหม ?
ถึงแม้ในเวลาต่อมาตำรวจจะแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับบีมแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนคำพูดเพียงไม่กี่คำที่หลุดออกมา มันบั่นทอนความรู้สึกของผู้คนไปแล้ว
ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าสังคมเรานี้มีสองมาตรฐาน ระหว่าง "ความรวย : คนรวย" กับ "ความจนและคนจน"
เรื่องบางเรื่องถึงแม้จะเล็กน้อยก็ไม่สมควรพูด และเรื่องของเรื่องถึงแม้อยากจะพูดอะไรก็ใช่ว่าจะพูดได้
จากนี้ไปจึงขึ้นอยู่กับการกระทำแล้วละครับว่า พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ จะทำให้คนกรุงเทพฯ เชื่อมั่นได้อย่างไรว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติบนบรรทัดฐานเดียวกัน



