ข่าว

รัฐบาลเตรียมเดินหน้า11โครงการมาบตาพุด

รัฐบาลเตรียมเดินหน้า11โครงการมาบตาพุด

02 ธ.ค. 2552

ศาลปกครองสูงสุดมีมติคุ้มครองชั่วคราวระงับลงทุนมาบตาพุดต่อ 65 โครงการ ส่วน 11 โครงการประเภทอุตสาหกรรม-คมนาคม โรงแยกก๊าซ-ท่าเทียบเรือ เดินหน้าต่อได้ ชี้หน่วยงานรัฐละเลย ทำไม่ครบขั้นตอน เอ็นจีโอเล็งฟ้องต่อ 181 โครงการ อุตฯ เร่งถกนายกฯ-อานันท์หาทางออก รัฐบาลร

 เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 2 ธันวาคม ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมคณะ รวม 7 คน อ่านอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกรวม 43 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวกรวม 8 คน, บริษัท เหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด และผู้มีส่วนได้เสียในการลงทุนโครงการมาบตาพุด จ.ระยอง 36 คน

 คดีนี้ฟ้องว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและพวกรวม 8 คน ได้ร่วมกันให้ความเห็นชอบอนุมัติโครงการจำนวน 76 โครงการ ที่ดำเนินการในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง โดยไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กรณีเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งให้องค์กรอิสระให้ความเห็นชอบก่อนมีการดำเนินการ จึงขอให้เพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพิกถอนใบอนุญาต และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการออกระเบียบหรือหลักเกณฑ์ หรือการอื่นใดตามขั้นตอนของกฎหมายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

 ทั้งนี้ ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ และพวก สั่งระงับ 76 โครงการไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

 นายเกษม คมสัตย์ธรรม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวน ได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดสรุปว่า สิทธิของบุคคลที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 บัญญัติรับรองไว้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง การที่ยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการใช้สิทธิดังกล่าว ไม่ใช่เหตุที่องค์กรของรัฐจะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธไม่ให้ความคุ้มครองสิทธิดังกล่าวได้

 ดังนั้น ก่อนการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จึงต้องดำเนินการให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 คนได้อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมทั้ง 76 โครงการไปโดยไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว การกระทำของทั้ง 8 คน จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้ง 43 คน จึงมีมูลสมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 คน ตรวจสอบและศึกษาพิจารณาก่อนที่พิจารณาอนุมัติให้มีการดำเนินการตามโครงการทั้ง 76 โครงการ ให้ครบถ้วนตามอำนาจหน้าที่ จึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 43 คน

 ส่วนที่ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาจะก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า หากจะเกิดปัญหาอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐจากคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของศาลก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องโดยตรงมาจากการละเลยไม่ดำเนินการหรือความล่าช้าของผู้ถูกฟ้องคดีเอง ที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

 แม้ในการพิจารณาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 43 คน เป็นที่ประจักษ์ของศาลว่า คำฟ้องมีมูล และมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ตามที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาก็ตาม ในชั้นนี้เมื่อพิจารณาเบื้องต้นตามประเภทลักษณะของโครงการหรือกิจกรรมแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า บางโครงการหรือกิจกรรมไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างชัดเจน แต่เป็นโครงการหรือกิจกรรมที่มุ่งควบคุมหรือบำบัดมลพิษหรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเท่านั้น จึงยังไม่สมควรที่จะมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา 11 โครงการ

 ศาลปกครองสูงสุดยังเห็นว่า โครงการหรือกิจกรรมในส่วนที่เหลือ ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการปิโตรเคมีและท่อส่ง โครงการเหล็ก นิคมอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม ท่าเทียบเรือ โรงไฟฟ้า โรงบำบัดกำจัดของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม เป็นประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ในประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง โครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ลงวันที่ 14 กันยายน 2552 จึงน่าเชื่อว่าเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ถ้าโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจมีคำขอต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาให้มีคำสั่งแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการชั่วคราวได้

 ศาลปกครองสูงสุดจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 มีคำสั่งให้แก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 8 สั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียงจำนวน 65 โครงการไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมประเภทอุตสาหกรรม ลำดับที่ 16, 22, 37, 41, 45, 50 และ 54 และประเภทคมนาคม ลำดับที่ 2, 3, 4, และ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

 สำหรับ 11 โครงการที่ศาลไม่ระงับโครงการต่อไปนั้น ประกอบด้วย ด้านอุตสาหกรรม อาทิ โครงการเชื้อเพลิงพลังสะอาดและปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ที่นิคมฯ มาบตาพุด ของบริษัทโรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน) โครงการปรับปรุงระบบหมุนเวียนก๊าซกลับคืน ของโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลิน ของบริษัทเอชเอ็มอี โพลิเมอส์ จำกัด โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาดและเพิ่มผลิตภาพไบโอดีเซล (ขอเปลี่ยนรายละเอียดโครงการ) ของโรงกลั่นสตาร์ โครงการติดตั้งระบบควบคุมไอน้ำเอเชื้อเพลิงและเพิ่มผลิตภัณฑ์ ไบโอดีเซล บริษัท ปตท.อะโกรเมติกส์จำกัด เป็นต้น

 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า  ค่อนข้างพอใจในคำตัดสินของศาลอย่างมาก และถือว่าชนะแล้ว หลังจากนี้ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหน่วยงานที่ต้องออกระเบียบและกฎหมายรองรับ ในส่วนเอกชนที่ต้องเร่งประเมินผลกระทบด้านสุขภาพก็ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อนำมายื่นกับศาลประกอบการพิจารณาต่อไป

 ส่วนผู้ประกอบการเอกชนที่ได้รับความเสียหายจะยื่นฟ้องคณะกรรมการกฤษฎีกา และรัฐบาลได้หรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับภาคเอกชนและผู้ประกอบการว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ หรือไม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมกับพวกทั้ง 8 ราย ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้อง คณะกรรมการกฤษฎีกาและรัฐบาลต้องร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
 ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงทุนใน 181 โครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจมีการยื่นฟ้องอีกหรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ได้ทำจดหมายถึงผู้ประกอบการทั้ง 181 แห่งแล้ว ถ้าผู้ประกอบดังกล่าวดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ก็ไม่มีปัญหา แต่หากไม่ดำเนินการตาม สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนก็จะใช้อำนาจของศาลปกครองยื่นฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคำสั่งศาลดังกล่าวว่า โครงการที่ศาลปกครองเห็นว่าไม่มีผลกระทบ และสามารถดำเนินการต่อไปได้ จะช่วยให้การลงทุนส่วนหนึ่งโดยเฉพาะโครงการที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมเดินหน้าต่อไปได้

 ส่วนโครงการอีก 65 โครงการนั้น แนวทางที่น่าจะดีที่สุด คือ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง เดินหน้าศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ(เอชไอเอ) รวมถึงรับฟังความเห็นของประชาชนและองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อให้โครงการเหล่านี้สามารถเดินต่อไปได้

 นายกฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เนื่องจากคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา กำลังพิจารณาระเบียบที่จะทำ และจะขอความร่วมมือว่าถ้าขั้นตอนใดเห็นว่าไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งแล้ว ให้สามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนที่เหลืออยากให้ได้ข้อยุติจากคณะกรรมการชุดนี้โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบกับการดำเนินโครงการต่างๆ ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการต่อสู้ทางกฎหมาย ต้องดำเนินไป เพราะคดียังคงอยู่ แต่ศาลปกครองได้แถลงเอาไว้ว่าถ้ามีข้อเท็จจริงใดๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องว่ากันอีกครั้ง ซึ่งถ้าทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสองแล้ว เข้าใจว่าเรื่องคดีก็จะไม่มีประเด็นอีกต่อไป

 เมื่อถามว่า ระหว่างนี้จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอื่นหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อยู่ที่การคาดการณ์ของคน เพราะก่อนหน้านี้ถือว่าศาลมีคำสั่งระงับ แต่ตอนนี้ 11 โครงการก็เดินหน้าต่อได้ ส่วนอีก 65 โครงการก็อยู่ในสถานะเดิม

 นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ออกมามีผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุน ทำให้หน่วยงานราชการทำงานลำบาก ขณะที่ภาคเอกชนหลายโครงการจะได้รับความเสียหาย เพราะไม่สามารถเดินหน้าทำการผลิตได้ ตามข้อตกลงด้านการเงินกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้มาแล้ว โดยการดำเนินการตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญเดิมนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเตรียมออกประกาศเสนอเข้าสู่สภา แต่นายกรัฐมนตรีสั่งชะลอออกไปก่อน เพราะต้องการให้คณะกรรมการสี่ฝ่ายแก้ไขปัญหามาบตาพุด ที่มี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน หารือให้ได้ข้อยุติ เพื่อไม่เป็นประเด็นขัดแย้งกัน

 นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นการเร่งด่วน เพื่อหาทางออกโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด