ข่าว

เอกชนฟันธงปี53ปีทองธุรกิจเกษตร

เอกชนฟันธงปี53ปีทองธุรกิจเกษตร

01 ธ.ค. 2552

ภาคธุรกิจเชื่อเศรษฐกิจการเกษตรปี 2553 ขยายตัว 4-5% เหตุจากความต้องการเพิ่มแต่ผลผลิตลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ด้านผู้ส่งออกคาด บริษัทข้าวไชยพรคว้าประมูลข้าวฟิลิปปินส์ 1 แสนตัน

 นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการ สภาหอการค้าไทย คาดการณ์ถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2553 ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4-5% สูงกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดเอาไว้แน่นอน เนื่องจากความต้องการของตลาดโลกสูง โดยเฉพาะข้าวราคาจะสูงขึ้นมาก จากปัญหาภัยธรรมชาติทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกกลับมาเป็นผู้นำเข้าแทน เช่น อินเดีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ขณะที่ราคาน้ำมันปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ความต้องการพลังงานทดแทนสูงขึ้น จะเป็นตัวแทนสนับสนุนให้ราคาธัญพืชของไทยปรับตัวสูงขึ้น

 ด้านการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2553 ของ สศก. ระบุว่าภาคการเกษตรมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัว 2.0-2.5% ส่งผลให้ความต้องการบริโภคและการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีจูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต

 อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยง คือราคาน้ำมันที่มีความผันผวนและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้คาดว่าปี 2553 ภาคเกษตรจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 1.6-2.6% โดยสาขาพืชจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ผลผลิตส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นทั้งข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และอ้อยโรงงาน ยกเว้นมันสำปะหลังที่อาจจะลดลง ส่วนราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มดีขึ้นทุกสินค้า จากนโยบายการประกันรายได้ และการส่งออกดีขึ้น

 สำหรับการเปิดประมูลข้าวโดยรัฐบาลฟิลิปปินส์ปริมาณ 6 แสนตันนั้น นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า เวียดนามเสนอขาย 3 แสนตัน ราคารวมค่าขนส่งเฉลี่ยตันละ 598-648 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยมีบริษัทข้าวไชยพร จำกัด เสนอขายปริมาณ 1 แสนตัน เฉลี่ยตันละ 648 ดอลลาร์สหรัฐ และมีโบรกเกอร์อื่นๆ เช่น จากปากีสถาน ตันละ 600 ดอลลาร์สหรัฐ

 นายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานบริษัท เอเซีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด กล่าวว่า การประมูลข้าวฟิลลิปปินส์ครั้งนี้เป็นการเสนอราคาที่สูงสุดในรอบปี แต่ภาพของผู้ส่งออกไทยขณะนี้ แม้จะเป็นช่วงขาขึ้นแต่ผู้ส่งออกไม่กล้ารับคำสั่งซื้อ หากไม่มีสต็อกอยู่ในมือ หากรัฐต้องการรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ควรระบายข้าวออกมาเพื่อให้ผู้ส่งออกมีข้าวไปขายแต่หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ เชื่อว่าการส่งออกจะลดลงในช่วง 2-3 เดือนจากนี้