
วันแรกแจงหนี้นอกระบบ3.2หมื่นรายหนี้3.6พันล.
ลงทะเบียนหนี้นอกระบบวันแรก3.2หมื่นราย3.6พันล้าน เผยเจ้าหนี้หวั่นรัฐเช็กบิล ดักตื้บ-ขู่ห้ามให้ข้อมูล แฉที่อีสานหัวหมอทำสัญญากู้ยืมปลอมตบตารัฐ แบงก์ออมสินชี้ไม่ง่ายเจ้าหน้าที่เช็กละเอียดยิบก่อนจ่ายเงิน
การเปิดรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบ ในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบของรัฐบาลในวันแรก คือวันที่ 1 ธันวาคม โดย 2 ธนาคารของรัฐ คือ ธนาคารออมสินกว่า 600 สาขา และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กว่า 900 สาขาทั่วประเทศบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา ส่วนใหญ่มีหนี้แค่หลักหมื่นบาท พบลูกหนี้บางรายมีบาดแผลต้องหลบเจ้าหนี้มาลงทะเบียน
ผู้สื่อข่าวรายงานการลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบจาก ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ (นางเลิ้ง) ว่า ธ.ก.ส.ได้เตรียมเจ้าหน้าที่รับลงทะเบียนไว้ถึง 30 คน โดยแยกจากเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ทำธุรกรรมปกติ แต่พบว่าในเวลา 11.25 น. มีประชาชนที่มาลงทะเบียนที่สำนักงานใหญ่เพียง 5 รายเท่านั้น โดยมูลหนี้ของผู้ลงทะเบียนรายแรกอยู่ที่ 6 หมื่นบาท รวมดอกเบี้ยอีก 1.8 หมื่นบาท ขณะที่รายอื่นๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่หลักหมื่นบาทเช่นกัน
รายงานข่าวจาก ธ.ก.ส. แจ้งว่า การลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบในวันแรกไม่คึกคักแต่ไม่เหนือความคาดหมาย เนื่องจากรัฐบาลให้เวลาลูกหนี้ถึง 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-30 ธันวาคมนี้ ทุกวันจันทร์-เสาร์ ในเวลา 08.30-16.30 น. ดังนั้นขณะนี้ลูกหนี้อาจอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารหลักฐานที่ต้องนำมาแสดง ซึ่งประกอบด้วยบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และเอกสารการเป็นหนี้ เช่น สัญญาเงินกู้ หลักฐานการจำนองและขายฝาก สำหรับบางคนที่ลืมสำเนาทะเบียนบ้านธ.ก.ส.อนุโลมให้นำมาแนบวันหลังได้ ส่วนเอกสารการเป็นหนี้ถ้าไม่มีสามารถแจ้งได้ที่ธนาคารว่ากู้มาจากใคร จำนวนหนี้เท่าไหร่
“เป็นไปไม่ได้ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ทราบข้อมูลเพราะก่อนหน้านี้มีการออกข่าวไปเยอะมาก ส่วนใหญ่ที่มาลงทะเบียนก็เตรียมเอกสารมาครบถ้วนถูกต้อง แต่มีบางรายที่ธนาคารอนุโลมให้ลงทะเบียนได้แม้ไม่มีเอกสารการกู้ยืมเงินนอกระบบ โดยมองว่าปิดรับลงทะเบียนรวม 2 แบงก์ก็น่าจะหลายแสนรายอยู่ แต่อาจไม่ถึง 1 ล้านราย” เจ้าหน้าที่ระบุ
ส่วนที่บรรยากาศที่ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ พหลโยธิน พบว่ายังมีผู้มาลงทะเบียนน้อยแต่ในช่วงครึ่งวันแรกอยู่ที่ประมาณ 400 ราย ส่วนทั่วประเทศมีตัวเลขรวมประมาณ 3,000 ราย
นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดขึ้นทะเบียนตามโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล โดยเริ่มมีลูกหนี้เข้ามาลงทะเบียนตั้งแต่ช่วง 9 โมงเช้าเป็นต้นไปและทยอยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางรายมาลงทะเบียนพร้อมทั้งน้ำตา ร้องไห้แทบตลอดเวลาที่ลงทะเบียน เนื่องจากถูกเจ้าหนี้ตามทวงหนี้ตลอดเวลาทำให้ต้องหนีหนี้มา 2 เดือนแล้ว
ขณะที่บางรายเมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว ไม่กล้าที่จะเดินออกไปทางด้านหน้าธนาคาร และขอร้องให้เจ้าหน้าที่ธนาคารเดินออกไปส่งทางประตูหลัง เนื่องจากเกรงว่าจะมีเจ้าหนี้มาตามข่มขู่ และบางรายเพิ่งถูกเจ้าหนี้ทำร้ายร่างกาย มีบาดแผลตามตัวมาขึ้นทะเบียนด้วย โดยแจ้งว่าเจ้าหนี้มาตามทวงเงินและไม่ต้องการให้มาขึ้นทะเบียนเข้าโครงการหรือบางรายยังมีเจ้าหนี้ดักอยู่ตามหน้าปากซอย เพื่อไม่ให้มาลงทะเบียน
วันแรก3.2หมื่นราย-หนี้3.6พันล้าน
โดยสรุปวันแรกของการรับลงทะเบียนลูกหนี้นอกระบบ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา ผ่านธนาคารรัฐ 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. มีผู้มาลงทะเบียน 32,893 คน รวมมูลหนี้ 3,688 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของ ธ.ก.ส.จำนวน 9,808 ราย มูลหนี้ 1,105 ล้านบาท โดยจังหวัดที่มาลงทะเบียนมากสุดคือ จ.ชัยภูมิ 954 ราย มูลหนี้ 94 ล้านบาท รองลงมาเป็น จ.สุรินทร์ 931 ราย มูลหนี้ 81 ล้านบาท และ จ.กำแพงเพชร 497 ราย มูลหนี้ 55 ล้านบาท
ส่วนของธนาคารออมสิน มีจำนวน 23,085 ราย รวมมูลหนี้ 2,584 ล้านบาท มีหนี้เฉลี่ยรายละเกือบ 1 แสนบาท โดยกรุงเทพฯ มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด 2,908 ราย มูลหนี้ 283 ล้านบาท รองลงมา คือ จ.นครราชสีมา 1,171 ราย มูลหนี้ 118 ล้านบาท และ จ.สุรินทร์ 1,072 รายมูลหนี้ 128 ล้านบาท
ลั่นไม่ได้จ้องจองเวรเจ้าหนี้
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้รับแจ้งว่าบางจังหวัดมีเจ้าหนี้และลูกหนี้จูงมือกันมาลงทะเบียน ขณะที่บางจังหวัดก็มีกรณีที่เจ้าหนี้ข่มขู่ไม่ให้ลูกหนี้มาลงทะเบียน เพราะไม่อยากแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่หากต้องมีการเจรจาประนอมหนี้กัน ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายจะแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยดึงให้เข้ามาอยู่ในระบบเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะตามรังควาน หรือจ้องจองล้างจองผลาญเจ้าหนี้ จึงอยากขอให้เจ้าหนี้ร่วมมือเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย เพราะเจ้าหนี้เองก็จะได้เงินคืนเต็มเม็ดเต็มหน่วย
“วันแรกอาจจะไม่คึกคักมากแต่ทั้ง 2 แบงก์เตรียมพร้อมเต็มที่ ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าลูกหนี้ที่มาลงทะเบียนมีหนี้สินนอกระบบเฉลี่ยรายละ 9 หมื่นบาท ซึ่งยังอยู่ในปริมาณที่คาดการณ์ไว้ และสะท้อนระดับหนี้ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง” นายกรณ์กล่าว
แฉทำสัญญาปลอมตบตารัฐ
น.ส.สุ (นามสมมติ) เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบรายหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนปล่อยกู้ไปประมาณ 2 แสนบาท ลูกหนี้ที่กู้ยืมส่วนใหญ่เป็นเพื่อนบ้านที่มีเงินเดือนประจำ บางรายกู้ยืมเพื่อนำไปจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะในการเข้าเป็นลูกจ้างองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บางรายกู้ยืมเพื่อนำไปหมุนจ่ายหนี้เงินกู้รายวันรายอื่น เนื่องจากดอกเบี้ยถูกกว่า โดยตนคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อเดือน ส่วนวิธีการชำระหนี้จะยึดบัตรเอทีเอ็ม ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจว่าลูกหนี้จะได้ไม่เบี้ยว และตัดปัญหาการติดตามทวงหนี้
"เจ้าหนี้บางรายไม่ได้ตั้งใจปล่อยกู้ แต่เนื่องจากมีเพื่อนที่ทำงานซึ่งหมุนเงินไม่ทันและเพื่อนฝูงมาหยิบยืม ถ้ายืมเงินจำนวนมากก็ต้องมีการทำสัญญาและยึดบัตรเอทีเอ็มไว้ ขณะที่บางรายกู้เงินมาจากธนาคารในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8% ต่อปี แต่หากนำมาปล่อยกู้อย่างต่ำจะได้ดอกเบี้ยจากลูกหนี้ 10% ต่อเดือน ทำให้มีเงินไปใช้หนี้ธนาคารได้อย่างสบาย" เจ้าหนี้เงินกู้รายวันกล่าว
น.ส.สุ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีประชาชนบางราย เริ่มที่จะทำสัญญาปลอมกันขึ้นมา เพื่อขอรับเงินจากรัฐบาล โดยมีการทำสัญญาย้อนหลังภายในองค์กรของตนเอง
ส่วนโครงการที่รัฐบาลทำขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาเงินกู้นอกระบบรายละไม่เกิน 2 แสนบาทนั้น น.ส.สุ มองว่า วิธีนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ และเชื่อว่าในอีก 1-2 ปี ลูกหนี้ก็จะกลับมาเป็นหนี้นอกระบบเช่นเดิม โดยลูกหนี้บางรายอาจจะมีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างกะทันหัน พึ่งสถาบันการเงินก็ไม่ได้ เพราะยังเป็นหนี้ในระบบอยู่ จึงต้องหันมาพึ่งเงินกู้นอกระบบอีก อย่างไรก็ตาม หากลูกหนี้ของตนร่วมลงทะเบียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบก็พร้อมจะให้ความร่วมมือ แต่เชื่อว่าเจ้าหนี้เงินกู้รายวันอาจจะไม่เข้าร่วมโครงการนี้
ย้ำต้องตรวจเข้มก่อนจ่ายเงิน
ด้าน นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ยอดหนี้ที่ลงทะเบียนไว้นั้น ไม่ได้หมายความธนาคารจะให้กู้ตามนั้น คงต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นหนี้จากการพนันหรือไม่ และมีตัวแทนเจรจาประนอมหนี้ก่อน ที่สำคัญต้องดูรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ด้วยว่าเพียงพอหรือไม่ จะบอกว่าก่อนหน้านี้ผ่อนจ่ายดอกเบี้ย 20% ได้แล้วแค่ดอกเบี้ย 0.75% ทำไมจะผ่อนไม่ได้คงไม่ใช่
"หลังจากมีการเจรจาประนอมหนี้แล้ว ธนาคารอยากส่งมอบเงินให้เจ้าหนี้โดยตรง แต่คงขึ้นอยู่กับความสบายใจของเจ้าหนี้ด้วยว่ากล้าแสดงตัวหรือไม่ แต่เมื่อรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนจะแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยไม่เน้นเอาผิดเจ้าหนี้ ก็น่าจะทำให้เจ้าหนี้นอกระบบสบายใจขึ้น เพราะธนาคารจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย” นายเลอศักดิ์กล่าว
เจ้าหนี้เมินร่วมมือ-ชี้ทำรายได้หด
เจ้าหนี้นอกระบบรายหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลว่า การซื้อหนี้ครั้งนี้จะแก้ปัญหาได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เชื่อว่าเมื่อหนี้ก้อนเดิมหมด อีกไม่นานประชาชนจำนวนไม่น้อยจะกลับเข้าสู่ระบบหนี้นอกระบบอีกครั้งตามสภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มค้าขายที่ต้องใช้เงินหมุนเวียน
"เชื่อว่าหนี้นอกระบบจะยังมีอยู่ต่อไป เพราะได้เงินง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือนไปกู้เงินจากธนาคาร อีกทั้งการขึ้นทะเบียนที่กำหนดให้ระบุรายละเอียดของตัวเจ้าหนี้ โดยเฉพาะชื่อที่อยู่และเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเชื่อว่า จะมีเจ้าหนี้ยินยอมน้อยมาก เพราะเมื่อยินยอมแล้ว จะต้องเสียรายได้จากดอกเบี้ยที่คิดในอัตราสูงถึงร้อยละ 20" เจ้าหนี้รายนี้ยืนยัน
วอนรัฐเร่งจ่ายเงินหวั่นโดนทำร้าย
นางจวบ เพชรรัตน์ อายุ 50 ปี อาชีพค้าขายที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวหลังลงทะเบียนหนี้นอกระบบว่า เป็นหนี้นอกระบบอยู่เกือบ 2 แสนบาท มีเจ้าหนี้เกือบ 10 ราย สาเหตุที่มีเจ้าหนี้มาก เพราะเมื่อถึงกำหนดผ่อนชำระไม่มีเงินจึงไปกู้ยืมเจ้าหนี้รายอื่นเพิ่มเรื่อยๆ
"พอเป็นหนี้มากๆ ทำให้ทุกวันนี้อยู่อย่างหวาดระแวง เนื่องจากถ้าส่งคืนช้าเจ้าหนี้บางรายส่งคนมาข่มขู่ บางครั้งฉันปิดประตูบ้านแน่นหนาไม่กล้าออกจากบ้านไปไหน หรือบางครั้งแกล้งทำทีคล้องกุญแจประตูหน้าบ้านไว้ เพื่อให้ดูว่าไม่อยู่บ้าน ใครมาเรียกก็จะเงียบและไม่ยอมเปิดประตู ซึ่งถ้ารัฐบาลช่วยได้เร็วก็เป็นเรื่องที่ดี" นางจวบกล่าว
เช่นเดียวกับ นางประนอม คงดำ อายุ 46 ปี อาชีพค้าขายผลไม้ ชาว อ.หาดใหญ่ กล่าวว่า มีเจ้าหนี้นอกระบบหลายราย แต่ละรายกู้ 3,000-5,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อวัน และเมื่อรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือตรงจุดนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
เจ้าหนี้โผล่แจ้งลูกหนี้ล่องหน
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครราชสีมา ว่า ผู้เป็นหนี้นอกระบบส่วนใหญ่ยังกังวลว่าเจ้าหนี้จะไม่ยินยอมมาร่วมลงทะเบียนรับเป็นเจ้าหนี้ เพราะเกรงว่าจะถูกเอาผิดจากรัฐบาล อีกทั้งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่จะไม่ให้ลูกค้าทราบชื่อและเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถระบุชื่อของผู้ให้กู้ได้ ขณะเดียวกันนอกจากประชาชนที่มีหนี้นอกระบบมาลงทะเบียนแล้ว ยังมีเจ้าหนี้ซึ่งไม่สามารถติดตามเก็บเงินได้มาลงทะเบียน เพื่อให้รัฐบาลช่วยเหลือในการติดตามทวงหนี้ด้วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ของธนาคารแนะนำว่าต้องไปตามตัวลูกหนี้มาลงทะเบียนให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้
แฉเจ้าหนี้ขู่ห้ามให้รายละเอียด
นายทวีรัสม์ พิทักษ์อรรณพ ผอ.ธ.ก.ส.พิษณุโลก กล่าวว่า วันนี้มีประชาชนที่เป็นลูกหนี้นอกระบบมาขึ้นทะเบียนที่ธนาคาร ธ.ก.ส.น้อยมาก เพราะอาจเป็นวันแรกที่เปิดลงทะเบียน และลูกหนี้หลายรายยังไม่กล้ามาลงทะเบียน เนื่องจากเกรงว่าเจ้าหนี้จะไม่พอใจ บางรายลูกหนี้จะมาขึ้นทะเบียน ก็ถูกเจ้าหนี้ขู่ว่าห้ามบอกรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าหนี้ ทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ เนื่องจากธนาคารไม่สามารถประสานรายละเอียดหรือติดต่อในการชำระหนี้ได้ ซึ่งตั้งแต่เช้าที่ผ่านมา มีลูกหนี้มาขึ้นทะเบียนเพียง 15 รายเท่านั้น
จ้างต่างด้าวทวงหนี้แม่ค้าชัยภูมิ
แม้ว่ารัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แต่แก๊งทวงหนี้กู้โหดยังก่อความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ล่าสุด พ.ต.ท.บุญช่วย ยังโนนตาล สารวัตรสืบสวน (สว.สส.) สภ.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ สั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามในท้องที่ แกะรอยติดตามกลุ่มขบวนการนายทุนเงินกู้รายใหญ่เข้ามาข่มขู่เรียกเก็บดอกเบี้ยโหดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดใน ต.ลาดใหญ่ กว่า 10 บริษัท กระทั่งจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน นายอดิศักดิ์ พรมลี อายุ 36 ปี และนายศุภชัย ทีบุตร อายุ 21 ปี ชาว จ.ขอนแก่น พร้อมของกลางใบเก็บเงินค่างวดรายวัน 2 แผ่น สมุดใบเสร็จรับเงิน เล่มที่ เอ 021 จำนวน 1 เล่ม สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ เลขที่ 3400500019691 จำนวน 1 แผ่น หลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหาร่วมกันประกอบกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับในทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาได้รับประกันตัวออกไป
มีรายงานว่า ขบวนการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหดในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ส่วนใหญ่เป็นแบบดอกเบี้ยรายวันระยะสั้น เงินกู้ต่ำรายละ 2,000-4,000 บาท ส่งคืนภายใน 24 วัน คิดดอกเบี้ยวันละ 100 บาท และการปล่อยกู้ในอัตราที่สูงกว่า 5,000 บาทขึ้นไป จะคิดดอกเด้งไม่มีกำหนดวันละ 100 บาท ไม่จ่ายเด้งเป็น 200 บาท และ 400-800 บาท จนกว่าจะมีเงินมาส่งคืนทั้งต้นทั้งดอกทั้งหมด
นอกจากนี้ ขบวนการปล่อยเงินกู้ดอกโหดในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ส่วนใหญ่เป็นนายทุนต่างถิ่นจาก จ.นครราชสีมา และจ.อุทัยธานี ส่วนคนทวงหนี้จะเป็นคนต่างถิ่น ต่างด้าว และมีสำเนียงพูดไม่เหมือนคนไทย โดยเฉพาะพวกที่ชอบใช้อาวุธข่มขู่กรรโชกทรัพย์ ต่างเคยมีประวัติติดคุกในคดีอุกฉกรรจ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนอีกด้วย
รวบแก๊งทวงหนี้ดอกโหดร้อยละ30
เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ประเสริฐ จันทร์สว่าง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง (ผบก.ภ.จว.ตรัง) และ พ.ต.อ.ปัญจพล ชำนาญหมอ ผู้กำกับการ (ผกก.) สภ.ห้วยยอด ร่วมแถลงข่าวจับกุมแก๊งปล่อยเงินกู้นอกระบบได้ผู้ต้องหา 4 คน คือ นายยา (นามสมมติ) อายุ 16 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ นายสุชาติ เขตตะ อายุ 20 ปี ชาว จ.ศรีสะเกษ นายโฉมยง ไกรศิริ อายุ 30 ปี ชาว จ.อุทัยธานี และนายอุกฤษฎ์ ภูมิประพันธ์ อายุ 25 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด พร้อมของกลางบัญชีรายชื่อผู้กู้ยืมเงินรายวันจำนวน 19 แผ่น เงินสด 2,500 บาท และสมุดบัญชีรายชื่อผู้กู้ยืมเงินอีก 2 เล่ม โดยจับกุมได้ที่สวนสาธารณะตำหนักรื่นรมย์ ถนนมหามิตร ต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง
พล.ต.ต.ประเสริฐกล่าวถึงคดีนี้ว่า ได้รับแจ้งจากแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลตำบลห้วยยอด ซึ่งกู้เงินนอกระบบแบบรายวันมาจากนายทุน ต่อมาถูกชายฉกรรจ์ 4 คน ข่มขู่บังคับให้ใช้หนี้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 30 โดยนัดหมายชำระเงินที่สวนสาธารณะตำหนักรื่นรมย์ เจ้าหน้าที่จึงวางแผนจับกุม
"ผู้ต้องหาให้การสารภาพว่า เพิ่งรับจ้างทวงหนี้เป็นครั้งแรกได้ค่าจ้างคนละ 7,000 บาท โดยเช่าบ้านอยู่รวมกันที่ อ.รัษฎา จ.ตรัง เพื่อตามทวงหนี้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลตำบลห้วยยอด ที่กู้ยืมเงินนอกระบบแบบรายวัน มีชื่ออยู่ในบัญชีกว่า 100 ราย คิดดอกเบี้ยร้อยละ 30 หากลูกค้ากู้ยืมเงินจำนวน 5,000 บาท จะต้องใช้คืนวันละ 250 บาท เป็นเวลา 24 วัน ถ้าวันไหนไม่จ่ายวันรุ่งขึ้นจะเก็บเพิ่มเป็นเท่าตัว หรือเรียกเก็บจากผู้ค้ำประกัน ทำให้มีหมุนเวียนวันละ 2 หมื่นบาท" พล.ต.ต.ประเสริฐกล่าว
ป.ป.ท.ลุยปราบหนี้นอกระบบ
ขณะที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า เบื้องต้นมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงการทวงหนี้โหดของเจ้าหนี้ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และกระบี่ โดยจะเน้นตรวจสอบถึงกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งรับจ้างทวงหนี้ในลักษณะข่มขู่บังคับลูกหนี้



