ข่าว

ตัดสิทธิ จีเอสพี ไม่ใช่เรื่องเกินคาด

ตัดสิทธิ จีเอสพี ไม่ใช่เรื่องเกินคาด

27 ต.ค. 2562

วิโรจน์ อนาคตใหม่ ชี้สหรัฐตัดสิทธิ จีเอสพี ไม่ใช่เรื่องเกินคาด จี้ พาณิชย์ แจง ปชช.แผนรับมือ มาตรการเยียวยา หวั่นซ้ำเติมแรงงาน

 

27 ตุลาคม 2562 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ แสดงความเห็นกรณี สหรัฐอเมริกามีคำสั่งระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) กับสินค้าจากประเทศไทย จำนวน 573 รายการ จาก 1,300 รายการ เป็นมูลค่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 39,650 ล้านบาท 

 

 

โดยให้เหตุผลว่าทางการไทยไม่สามารถยกระดับสิทธิแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยการตัด GSP จะเริ่มบังคับใช้ใน 6 เดือนข้างหน้า หรือในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563 

 

นายวิโรจน์ ระบุว่า แม้การตัดสิทธิ GSP ของประเทศสหรัฐอเมริกา จะถูกเชื่อกันว่า มีความเกี่ยวโยงกับกรณีที่รัฐบาลไทยเตรียมห้ามใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าประมาณ 51,000 ล้านบาทต่อปี ก็ตาม แต่การถูกตัดสิทธิ GSP ในครั้งนี้

 

อันที่จริงแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดคาดหมายแต่อย่างใด และก็ควรเป็นประเด็นที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเฝ้าระวัง และเตรียมมาตรการรับมือเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะประเทศไทยเป็น 1 ใน 21 ประเทศ ที่ถูกสหรัฐอเมริการตรวจสอบอย่างละเอียด

 

เนื่องจากมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐอเมริกาสูงกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในรายชื่อประเทศคู่ค้าที่เข้าข่ายบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Manipulator Watchlist) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่สหรัฐอเมริกาเชื่อว่า มีการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่ 3 ข้อ ด้วยกัน คือ 1) เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่าร้อยละ 2 ของ GDP 2) เกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกามากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาและ 3) มีการสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มากกว่าร้อยละ 2 ของ GDP 

 

 

"แต่การที่ประเทศไทยเข้าหลักเกณฑ์ 1 ข้อ คือ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 7% ของ GDP  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สหรัฐอเมริกากำหนดไว้มาก แม้ว่าการเกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกาที่ 1.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ จะไม่ถึงเกณฑ์ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็ตาม แต่ก็ถือว่าปริ่มน้ำเต็มที ดังนั้น การที่ไทยจะถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิ GSP จึงเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้อยู่แล้ว และเป็นสถานการณ์ที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเตรียมการรับมือเอาไว้ล่วงหน้าบ้างอยู่แล้ว" นายวิโรจน์ กล่าว 

 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ควรต้องตอบคำถามกับประชาชน ในกรณีนี้ คือ 1) ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าหรือไม่ ว่าประเทศไทยอาจจะถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิ GSP และประเมินผลกระทบไว้มากน้อยเพียงไร 2) ได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อแก้ปัญหา หรือบรรเทาผลกระทบจากการถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิ GSP ไว้ล่วงหน้าหรือไม่ อย่างไร 3) ในระยะเวลา 6 เดือนนับจากนี้ ก่อนถึงวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563 ที่การถูกตัดสิทธิ GSP จะมีผลบังคับใช้ มีแผนที่จะดำเนินการอย่างไรบ้าง

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ รัฐบาลควรจะต้องประเมินว่าการถูกตัดสิทธิ GSP ในกรณีนี้ จะส่งผลให้เกิดการหดตัวของภาคการส่งออกมากน้อยเพียงไร และการหดตัวของการส่งออกนั้น จะส่งผลต่อแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานผู้มีรายได้น้อย (ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน) มากแค่ไหน เพราะในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนแรงงานที่ทำงานล่วงเวลาในภาคอุตสาหกรรม เฉลี่ยแล้วลดลงถึง 8.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน สิ่งที่รัฐบาลต้องตอบคำถามของประชาชนก็คือ ผลของการตัดสิทธิ GSP ในกรณีนี้ จะซ้ำเติมการแรงงานเพิ่มขึ้นหรือไม่ ขนาดไหน และรัฐบาลได้เตรียมมาตรการเยียวยาอะไรไว้รองรับแล้วบ้าง

 

"รัฐบาลยังมีเวลาอีกตั้ง 6 เดือน ในการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน และยังพอมีเวลาในการดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิแรงงานประมงให้มีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะทำให้สหรัฐอเมริกายกเลิกคำสั่งการตัดสิทธิ GSP ได้ ซึ่งรัฐบาลควรจะรายงานความคืบหน้าถึงการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหานี้ ให้กับประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะๆ" นายวิโรจน์ กล่าว 

 

นายวิโรจน์ ระบุด้วยว่า กรณีสำหรับภาคประมงไทย คงไม่ส่งผลกระทบมากนัก เพราะปัจจุบันการส่งออกปลาที่จับจากเรือประมงของไทยไปยังประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีน้อยมากๆ แล้ว สำหรับการส่งออกทูน่ากระป๋อง และซาร์ดีนกระป๋องไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงครึ่งปีแรก ก็มีมูลค่าเพียง 236.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อความถูกต้องแม่นยำ คงต้องรอฟังการประเมินผลกระทบของสินค้าแต่ละรายการจากกระทรวงพาณิชย์เสียก่อน