ข่าว

วีถีชีวิตเข้าใจธรรมชาติกับความสุขที่ยั่งยืน

วีถีชีวิตเข้าใจธรรมชาติกับความสุขที่ยั่งยืน

01 ธ.ค. 2552

จากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ใน ต.ปากรอ อ.สิงหนคร จ.สงขลา ที่อดีตชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะร่ำรวยจากการจับปลาขาย เพียงไม่นานกลับกลายเป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในจังหวัด อันเป็นผลมาจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยขาดความรู้ความเข้าใจทางด้านอาชีพ

  จึงเกิดโครงการ "จากอาชีพสู่การอนุรักษ์"  จากดำริของ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวขึ้นอีกครั้ง โดยใช้การพัฒนาในรูปเเบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนต่างขานรับอย่างเช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  และมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท เป็นต้น

 ทวีวุฒิ สังข์ศิริ นายอำเภอสิงหนคร  เล่าให้ฟังว่า หลังจากชาวบ้านหันมาเลี้ยงปลาในกระชัง เเต่ประสบปัญหาน้ำท่วม ดินเปรี้ยว เเละความเป็นกรดด่างของน้ำทะเลเปลี่ยนเเปลงไม่เเน่นอน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเขตอนุรักษ์ปลาและทะเลปากรอขึ้น ต่อด้วยการปรับปรุงพื้นที่บ้านพักอาศัย เเละจัดกิจกรรมวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา 8 กลุ่ม ได้เเก่ ศูนย์ซ่อมสร้าง, ปุ๋ยชีวภาพ, เพาะเห็ด, ทำน้ำพริก, ทำไข่เค็มเเละไข่ครอบ, กลุ่มทำร้านค้าชุมชน, กลุ่มงานฝีมือ เเละกลุ่มทำขนม เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้นอกเหนือกจากการหาปลา ผ่านความช่วยเหลือจากภาคเอกชนเรื่องของวิชาการ  โดยเฉพาะซีพีเอฟที่นอกเหนือจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ การสนับสนุนในเรื่องพันธุ์สัตว์เเละเเรงงาน ส่งผลให้ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจในการประกอบอาชีพมากขึ้น

 ด้าน สุปรี  เบ้าสิงห์สวย ผู้จัดการมูลนิธิพัฒนาชนบท  ซึ่งรับหน้าที่ด้านการพัฒนาชุมชน กล่าวเสริมว่า มูลนิธิฯ จะเปิดเวทีให้ชาวบ้านมาพูดคุยถึงปัญหาที่พบเจอในชุมชน เเละให้คำปรึกษาถึงเเนวทางพัฒนาจากความคิดของชาวบ้านเอง เพื่อที่จะได้ดูเเลตัวเองบนพื้นฐานของชาวปากรอจริงๆ ในอนาคตต่อไปได้ ซึ่งวันนี้ชาวบ้านได้รวบรวมเครื่องมือจับปลาเก่าๆ นับหมื่นชิ้น ที่เป็นต้นเหตุใหญ่ทำให้สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าไป มาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับคนรุ่นหลัง  ด้วยตั้งใจว่าจะให้ทะเลกลับมาเหมือนเมื่อ 40 ปีก่อน ที่เคยเป็นจุดพักเรือที่สวยงาม ทั้งนี้ก็ต้องใช้เวลานานถึง 12 ปี กว่าจะเห็นผลชัดเจนอย่างในวันนี้ เพราะการเปลี่ยนเเปลงวีถีชีวิตของชาวบ้านต้องใช้ความจริงใจเป็นหลัก

 ขณะที่ ป้าเอิบ สุขะปุณพันธ์  หนึ่งในชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ เล่าถึงเหตุจูงใจที่อยากจะมีส่วนร่วมพัฒนาถิ่นเกิดหลังผ่านความบอบช้ำจากการกระทำโดยไม่ตั้งใจว่า อยากให้สภาพเเวดล้อมของที่นี่ดีขึ้น และอยากช่วยให้ลูกหลานได้เรียนสูงๆ มีอาชีพทำกินในอนาคตต่อๆ ไป แม้วันนี้จะมีรายได้ไม่มากเพียง 5,000 บาทต่อเดือน เเต่ก็เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบายใจ

 วันนี้ความสุขของชาวบ้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทอง  แต่เป็นการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมสวยงามน่าอยู่ และมีอาชีพที่มั่นคงสามารถสืบทอดให้ลูกหลานไม่อดตาย  อีกทั้งยังแว่วๆ ว่า ไม่นานเกินรอชาวชุมชนปากรอ จะเปิดโฮมสเตย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย นี่แหละที่เรียกว่า "ความสุขที่ยั่งยืน”

เรื่อง - ภาพ... "ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์"