
ปรับครม.-แก้ รธน.-เลือกตั้ง
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่า พร้อมที่จะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่ต้องการให้ฝ่ายค้านมาร่วมในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กติกาในการเลือกตั้งนั้นเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ขณะนี้พรรคเพื่อไทยฝ่ายค้านบอกว่าจะไม่ยอมร่วมกระบวนการกับนายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์ เพราะกลัวว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการซื้อเวลาให้รัฐบาลชุดนี้เท่านั้น ก็แปลว่า กระบวนการที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งนั้น ดูเหมือนว่าจะติดอยู่กับ กับดักของความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง นั่นก็คือพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน
เป็นเรื่องที่แปลกเพราะว่า พรรคเพื่อไทยพยายามจะกดดันให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมร่วมกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กติกาของการเลือกตั้งนั้นเป็นไปตามที่หลายๆ ฝ่ายมีโอกาสจะแสดงความคิดเห็น
มิใช่ว่าจะอ้างว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นไม่เป็นธรรม ต้องการจะใช้รัฐธรรมนูญ 2540 แต่ไม่ยอมร่วมกระบวนการแก้ไข จึงกลายเป็นว่าข้ออ้างที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้งบัดนี้ ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล โยนกันไปมา ทำให้ประชาชนสับสนงุงงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักการเมืองของไทยกันแน่ จากจุดนี้ต่อไปจะเดินอย่างไร และถ้ามีการเลือกตั้งใหม่จะใช้กติกาอะไรเป็นพื้นฐาน ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะโทษไหมว่าไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน
ขณะเดียวกันพรรคการเมืองใหม่มีการเสนอให้ปรับคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่ยุบสภาเพื่อเลือกตั้ง น่าสนใจว่า ถ้าหากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์บอกว่าเศรษฐกิจฟื้นเป็นเรื่องเป็นราวเมื่อไหร่พร้อมจะเลือกตั้ง แต่ขณะนี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ นายกรัฐมนตรีพูดค่อนข้างจะมั่นใจว่า ปีหน้าเศรษฐกิจจะเป็นบวก
ฉะนั้นก็แปลว่าจากนี้ไปจนถึงปีหน้า โอกาสที่จะมีการเลือกตั้งใหม่นั้น สามารถจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว จากนี้ไปไม่ว่าจะเป็นเดือนไหนของปีหน้าก็รอไม่ได้ เพราะต้องการให้รัฐบาลชุดนี้ปรับปรุงตัวบุคคลที่อยู่ในคณะรัฐบาล เพื่อสามารถแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ โดยเฉพาะประสิทธิภาพของรัฐบาลการปราบคอรัปชั่น ปัญหาภาคใต้ และแน่นอนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
หลายๆ รัฐมนตรี หลายๆ กระทรวง ยังมีปัญหาว่าไม่สามารถจะทำให้ประชาชนทั่วไปมีความมั่นใจได้ว่ามีฝีไม้ลายมืออย่างที่ควรจะเป็น
ฉะนั้น ไม่ว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มีความรับผิดชอบที่จะต้องปรับคณะรัฐมนตรี ให้มือไม้ของการทำงานนั้น มีความสามารถอย่างที่ประชาชนคาดหวัง โดยเฉพาะในหลายกระทรวงที่เป็นกระทรวงหลักว่าด้วยเศรษฐกิจ และการปราบปรามคอรัปชั่น ซึ่งดูเหมือนว่า ณ จุดนี้จะไม่ใช่เป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆ ของรัฐบาลชุดนี้
จากนี้ไปไม่ว่าจะยุบสภาเลือกตั้งเมื่อไหร่ ยังต้องแก้ไขด้วยการสร้างประสิทธิภาพ สร้างผลงานอย่างแท้จริง ฉะนั้น ข้อเสนอให้ปรับคณะรัฐมนตรีจึงน่าจะต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าถามประชาชนวันนี้ เชื่อว่าส่วนใหญ่จะบอกว่าความต้องการอันดับหนึ่งคือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ คือการปราบปรามคอรัปชั่น และคือการสร้างความหวังว่าประเทศชาติจะสมานฉันท์ได้ เรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องรอง
และถ้าคุณอภิสิทธิ์ ไม่สามารถสนองความต้องการของประชาชนอย่างนี้ได้ ประชาชนก็จะเรียกร้องให้มีการยุบสภาเลือกตั้งเอง
สุทธิชัย หยุ่น



