
ปชป.เก็บแต้ม
หลังคลื่นลมจากพายุพลังเสื้อแดง ลิ่วล้อ "ทักษิณ ชินวัตร" เริ่มอ่อนแรงลงไป เงื่อนปมปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ถูกหยิบยกขึ้นมาคิดบัญชีกันอีกครั้ง
เมื่อแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลตัวจริงเสียงจริง สุมหัวกันเพื่อทวงถามสัญญาใจกับพรรคประชาธิปัตย์ จนทำให้หนังม้วนนี้ถูกนำมาฉายอีกครั้ง รอบแล้วรอบเล่า วนเวียนซ้ำซากจนไม่รู้ว่าจะไปจบตรงจุดไหน
เพราะนับแต่เริ่มต้นกระบวนการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะเป็นทางออกของวิกฤติความขัดแย้งในสังคม ที่ก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรงจากศึกพลังสี
แต่จนถึงขณะนี้ยังไร้วี่แวว ไม่เหลือทางออก แม้เพียงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
นั่นเป็นเพราะว่าปมเงื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นตัวสั่นคลอนเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลในที่สุด จากความต้องการที่ไม่ตรงกัน
จนกลายเป็นปัญหาที่ทำให้รัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ต้องปวดกบาล เพราะรู้ตัวดีว่าเป็นจุดที่อ่อนไหวและล่อแหลมที่สุด
เนื่องจากเคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของ สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ แถมยังเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลพังครืนไปด้วย
แม้ว่าหน้าฉากพรรคประชาธิปัตย์จะเล่นละครผ่านคณะกรรมการยกร่างศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมติวิป 2 ฝ่าย
เพื่อศึกษาและยกร่างแก้ไขใน 6 ประเด็น 6 ฉบับ ตามกรอบของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอ
ล่าสุดคณะกรรมการยกร่างได้สรุปรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดย ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานวิปรัฐบาล บอกว่า ขั้นตอนต่อไปเตรียม ส่งเลขาธิการสภาเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนเสนอให้ประธานรัฐสภา เพื่อเสนอต่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งในการตัดสินใจเดินหน้าว่าจะทำประชามติหรือไม่
ปมร้อนจึงถูกโยนกลับที่ ครม.อีกครั้ง หลังจากมีมติเดินหน้าให้รัฐสภาแก้ไข
สถานการณ์จึงดูเหมือนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความคืบหน้า แต่เอาเข้าจริงกลับไม่คืบ เพราะสุดท้ายกลายเป็นว่ากลุ่มก้อนการเมืองกลับวนอยู่กับที่เหมือน "พายเรือในอ่าง"
ขณะที่ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่า ท่าทีของประชาธิปัตย์ยังคงเล่นเกมดึงเอาประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศมาเป็นกันชน ว่าจะแก้หรือไม่
แต่ที่สำคัญต้องฝ่าด่านพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยไปให้ได้ก่อน เพราะหลังจากประกาศถอนตัวไม่ร่วมสังฆกรรมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเพื่อไทยยื่นคำขาดต้องยุสภาสถานเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมี ส.ว.บางส่วน โดยเฉพาะกลุ่ม 40 ส.ว.ที่ส่งเสียงดังฟังชัดว่าไม่ร่วมแก้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะเดินหน้าเข็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงลำพัง
นั่นเพราะต้องใช้เสียงของสมาชิกรัฐสภารวมกันถึง 312 เสียง จึงจะฝ่าด่านนี้ไปได้ เมื่อยังเกิดการแบ่งขั้วเช่นนี้จึงเป็นเรื่องยาก
ยิ่งภาคประชาสังคม และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผ่านพรรคการเมืองใหม่ ประกาศไม่เอาด้วย ความหวังเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงแทบเหลือศูนย์
จึงดูเหมือนว่า ปมเงื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่างคน ต่างพูด และวนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นใหม่
ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ยังยื่นเงื่อนไขใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นตัวตั้ง
พรรคภูมิใจไทย จับมือ พรรคชาติไทยพัฒนา และเพื่อแผ่นดิน ยื่นเงื่อนไขเรื่องที่มา ส.ส. และ ส.ว. และการแบ่งเขตเลือกตั้งขอกลับไปใช้ของเดิมตามรัฐธรรมนูญ 2540
พร้อมทั้งขอแก้ไขเรื่องการยุบพรรคตามมาตรา 237 เพื่อให้จำกัดวงผู้ที่ต้องรับผลกระทบจากโทษยุบพรรคให้แคบลง โดยให้ถือเป็นโทษเฉพาะตัวเท่านั้น
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ จนถึงนาทีนี้ยังไม่ประกาศจุดยืนชัดเจน เพราะยังมีความเห็นแตกแยกภายในพรรคอย่างเห็นได้ชัด
แต่สิ่งเดียวที่เห็นร่วมกันต้องฟังเสียงประชาชน ผ่านการทำประชามติก่อนเท่านั้น หากผลการทำประชามติออกมาเป็นอย่างไรก็โหนกระแสตามนั้น เพื่อเพลย์เซฟตัวเอง
แม้ว่าจะถูกพรรคร่วมรัฐบาลบีบและกดดัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังดิ้นพยายามหาทางออก โดยความพยายามลากฝ่ายค้านเข้ามาร่วมให้จนได้ เพื่อลดแรงต่อต้านจากสังคม
ล่าสุดวิปรัฐบาลได้เสนอออปชั่นให้ฝ่ายค้านเข้าร่วมบวนการแก้ไขด้วยการเขียนบทเฉพาะกาลกำหนดวันยุบสภา หลังจากแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น
นั่นเพราะหากรัฐบาลเดินหน้าโดยลำพังมีหวังโดนด่าฝ่ายเดียวแน่ๆ เพราะการทำประชามติจะต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินร่วม 2 พันล้านบาท
ดังนั้นจึงต้องนับนิ้วดีดลูกคิดให้ดี
ยิ่งในยามเศรษฐกิจฟองสบู่แตกทุกหัวระแหง การนำเงินร่วม 2 พันล้านมาโยนทิ้งโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะสร้างความสมานฉันท์ได้หรือไม่ จึงไม่น่าจะคุ้มทุน
สู้จำใจกอดคอพรรคร่วมรัฐบาลไปจนถึงวันพังกันเองจะดีกว่า
เพราะถึงอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในจุดได้เปรียบจากรัฐธรรมนูญปี 2550 และหวังเก็บแต้มจากนโยบายของรัฐบาลที่หว่านลงไป
ยังดีกว่าปล่อยให้ประชาชนลุกขึ้นมาต้าน และกลายเป็นตราบาปด้วยข้อหา "ร่วมกระทำชำเรารัฐธรรมนูญ"
บัญชา แข็งขัน



