ข่าว

ระวังหนี้ภาครัฐ

ระวังหนี้ภาครัฐ

01 ธ.ค. 2552

กรณีเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในนครรัฐดูไบเหมือนเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญต่อรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งนิยมการกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงการ จัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ซึ่งอยู่ในลักษณะการใช้จ่ายเงินเกินตัว หากเกิดวิกฤติอย่างใดขึ้นมา

ไม่สามารถรับสภาพได้ ต้องตกอยู่ในความลำบาก พึ่งพาการอุ้มชูโดยสถาบันการเงินสากล หรือประเทศอื่นๆ ประเทศไทยได้รับประสบการณ์กรณีการลดค่าเงินบาท ทำให้ต้องกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศและประเทศอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง จำยอมต่อกฎ ระเบียบ เสียความเป็นอิสระทางการเงิน การคลัง รวมทั้งการใช้จ่าย และยังถูกบังคับให้ขายทรัพย์สินในราคาถูกกว่าราคาตลาด

 ตัวอย่างของนครรัฐดูไบเห็นได้ชัดว่าประเทศซึ่งอยู่ในสภาวะที่ช่วยเหลือได้ต่างมีเงื่อนไขเพื่อตักตวงผลประโยชน์สูงสุด และคงไม่ใช่องค์กรทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบ ขาดสภาพคล่อง ซึ่งจะได้รับเงินอัดฉีดเพื่อชะลอจุดจบ และยังไม่รู้ว่าต้องการเงินเท่าไหร่จึงจะพอ ในเมื่อเป็นที่คาดการณ์ว่าผู้เดือดร้อนไม่ใช่เฉพาะภาครัฐของดูไบ แต่เป็นกลุ่มประเทศเจ้าหนี้ด้วยเช่นกัน ประเทศไทยได้ตั้งวงเงินกู้จำนวนมหาศาล ถึง 8 แสนล้านบาทเพื่อโครงการต่างๆ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และคงเป็นเหมือนสมบัติก้อนสุดท้าย เพราะยอดหนี้เงินกู้จะถึงเพดานการกู้เงิน ทำให้เกิดความเสี่ยงมาก ถ้ามีความผันผวนรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลก และของประเทศ และเงินที่กู้มานั้นอาจใช้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะมีข้อครหาเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมาก และรัฐบาลยังไม่สามารถป้องกันได้

 รัฐบาลสมควรต้องทบทวนโครงการต่างๆ ว่าเหมาะสมหรือไม่ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง โดยคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและสภาวะการเงิน การคลัง รวมทั้งศักยภาพในการหารายได้ ยิ่งเกิดวิกฤติการเงินในนครรัฐดูไบ ก็ควรประเมินสถานการณ์โดยรวมอีกครั้ง เพราะไทยกับดูไบมีความเกี่ยวพันกันในด้านการซื้อขายสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันดิบแม้รัฐบาลจะมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาซ้ำเหมือนกรณีหลังจากลดค่าเงินบาท รัฐบาลควรระวัง ไม่ตั้งอยู่บนความประมาท เพราะการต้องพึ่งพาเงินกู้เท่ากับเป็นการเสียเปรียบ ทำให้ประเทศขาดอิสระทางการเงิน ประชาชนลำบาก เพราะรัฐบาลต้องหารายได้เพิ่มจากเงินภาษี ยามที่การค้าขายลำบากอันเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

 หลายโครงการซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติไปแล้ว สมควรต้องทบทวน นอกจากนั้น การลงทุนโดยภาคเอกชนซึ่งพึ่งพาการนำเข้ามากเกินไปย่อมทำให้เสียเปรียบ ขาดอำนาจต่อรอง และต้องอาศัยเงินอุดหนุน ทำให้ต้นทุนแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้ เท่ากับเป็นการมัดมือตัวเอง ดังนั้นผู้นำรัฐบาลย่อมต้องแสดงความกล้าหาญเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลัง ซึ่งยังไม่มั่นคงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะไม่เผชิญวิกฤติรอบใหม่ แม้จะมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่าที่เคยมีก็ตาม